บทความน่ารู้สำหรับแพทย์

What’s new in photodermatoses?

พญ. นฤมล ศิลปอาชา
ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


ในส่วนของโรคผิวหนังเกี่ยวกับแสง มีเรื่องที่น่าสนใจ คือ โรคผิวหนังแพ้แสงที่เกี่ยวข้องกับยา (Drug-induced photosensitivity) โดยยาตัวใหม่ที่มีรายงานคือ Vemurafenib และ Voriconazole

Vemurafenib
เป็นยาที่มีฤทธิ์ selective inhibitor ต่อ oncogenic BRAF (BRAF V600E) มีข้อบ่งชี้ในผู้ป่วย metastasis melanoma เพื่อเพิ่ม long term survival ยานี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับประเทศไทยเริ่มมีการใช้ยาตัวนี้แล้ว อย่างไรก็ดียานี้มีผลข้างเคียงพบได้หลายอย่างเช่น ปวดข้อ อ่อนเพลีย และผื่นแพ้แสง โดยลักษณะผื่นจะเป็นผื่นแดงแสบในบริเวณที่โดนแสงแดด โดยเฉพาะนอกร่มผ้า โดยผื่นแพ้แสงจากยาตัวนี้จะเกิดขึ้นเร็วและมีอาการรุนแรง บางครั้งดูคล้ายผื่นในผู้ป่วยกลุ่ม solar urticaria หรือ erythropoietic protoporphyria สำหรับคลื่นแสงที่เป็นสาเหตุของการแพ้จากยา vemurafenib อยู่ในช่วง Ultaviolet A (UVA) นอกจากนั้น 15-30% ของผู้ป่วยที่ใช้ยาตัวนี้มีรายงานการเกิด squamous cell carcinoma และ keratoacanthoma ได้ ซึ่งสำหรับแพทย์ผิวหนังเองอาจจะได้รับปรึกษาจากทางอายุรแพทย์มะเร็งวิทยาถึงผลข้างเคียงทางผิวหนังจากยาตัวนี้ (N Engl J Med 2012;366:480-1, Exp Dermatol 2013;22:297-8)

Voriconazole
เป็นยา broad spectrum antifungal ที่มีฤทธิ์ยับยั้ง cytochrome P450 ผลข้างเคียงทางผิวหนังถ้าใช้เป็นระยะสั้น (น้อยกว่า 12 สัปดาห์) คือ ผิวแก่ก่อนวัย (photoaging), ตกกระ (lentigines), pseudoporphyria สำหรับการใช้ยาเป็นระยะยาว (มากกว่า 12 สัปดาห์) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกผิวหนังชนิด squamous cell carcinoma และ melanoma สำหรับคลื่นแสงที่เป็นสาเหตุของการแพ้ของยา voriconazole อยู่ในช่วง UVA เช่นกัน (Arch Dermatol 2010;146:300-4)




Share: