ข่าวสำหรับแพทย์

เจาะลึก...เส้นทางชีวิต กว่าจะได้เป็นแพทย์ผิวหนัง


ที่มา: คม ชัด ลึก
24 เมษายน 2555 หน้า 3
Click

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”

สำนวนสุภาษิตไทยที่บ่งชี้ว่า คนเราจะสวยได้ก็ด้วยการรู้จักแต่งตัว ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่เขินอายที่จะเดินเข้าหาคลินิกศัลยกรรมความงาม หรือที่เรียกกันว่าไปหาหมอเสริมสวย ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศไทยกว่า 1,000 แห่ง ปรากฏอยู่ทั่วทุกแหล่งชุมชนและห้างสรรพสินค้าชื่อดัง มีการตกแต่งคลินิกหรือสถานที่ให้บริการลูกค้าให้ดูน่าเชื่อถือ เหมือนเป็นแหล่งเฉพาะของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์หรือหมอ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของคลินิกเหล่านี้ มีจำนวนน้อยมากที่เรียนจบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง จนได้ วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) จากแพทยสภา (Board of Dermatology)

ตัวเลขสถิติของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย พบว่าแพทย์ผิวหนังที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังมีเพียง 485 คนเท่านั้น (ข้อมูล เมษายน 2555) ดังนั้นหมอที่ประจำอยู่คลินิกที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วไทยนั้น ส่วนใหญ่จึงไม่ใช่ “แพทย์ผิวหนัง” หรือ เดอร์มาโทโลจิสต์ (Dermatologist) แต่เป็นเพียงหมอที่เรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต 6 ปี หรือ เรียนต่อเฉพาะทางสาขาอื่น ๆ แล้วนำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมมาเปิดคลินิกเสริมสวย แต่ติดป้ายอ้างว่าเป็น หมอผู้เชี่ยวชาญความงาม!!

ผศ. พญ. สุวิรากร โอภาสวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง ประชาสัมพันธ์ สมาคมฯ เปิดเผยให้ฟังว่า คำพูดที่ถูกต้องในการเรียกแพทย์เรียนจบด้านผิวหนังโดยตรงคือ “ตจแพทย์” หรือ "เดอร์มาโทโลจิสต์" การจะได้ใบรับรองเป็นตจแพทย์ เิ่ริ่มต้นหลังจากจบ ม.6 ก็ต้องสอบเข้าเรียนแพทย์ตามคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งใช้เวลาเรียน 6 ปี จบออกมาก็ไปเป็นแพทย์ใช้ทุน 3 ปี หลังจากหมดสัญญาใช้ทุนจากรัฐบาล จึงจะเลือกได้ว่าจะไปเรียนต่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือสเปเชี่ยลลิสต์ด้านไหน แต่ละด้านไม่เหมือนกัน ใช้เวลาอีก 3-4 ปีแล้วแต่สาขา สำหรับผู้เลือกเรียนเป็นตจแพทย์จะเรียนต่อที่สถาบันฝึกอบรมด้านโรคผิวหนัง (ปัจจุบันมีอยู่ 5 แห่ง) ใช้เวลาเรียนอีก 4 ปี คือเริ่มเรียนอายุรกรรมทั่วไป 1 ปีเต็ม เพราะหมอผิวหนังต้องรู้เรื่องโรคทั่วไป และทำงานเหมือนอายุรแพทย์ได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นก็เรียนเรื่องผิวหนังโดยเฉพาะอีก 3 ปี พอเรียนจบไม่ใช่ว่าจะได้ใบรับรองง่าย ๆ แต่ต้องไปสอบเพื่อได้ใบวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังจากแพทยสภา

สถาบันฝึกอบรมด้านโรคผิวหนัง 5 แห่ง ได้แก่
1. ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
2. สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. สาขาวิชารคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
4. แผนกผิวหนัง กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
5. สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์


“ตอนเรียนแพทยศาสตร์บัณฑิต 6 ปี ก็เหมือนเรียนปริญญาตรีและปริญญาโท ทุกคนต้องเรียนวิชาโรคผิวหนังพื้นฐานที่พบบ่อย แต่ไม่ได้ตรวจหรือศึกษาคนไข้ผิวหนังมากนัก แต่ถ้ามาเรียนเฉพาะทางเพื่อเป็นหมอโรคผิวหนังอีก 4 ปี เปรียบเสมือนได้วุฒิบัตรปริญญาเอกด้านผิวหนัง แต่ถ้าหมอคนไหนเลือกไปเรียนต่อสถาบันผิวหนังจากต่างประเทศ ก็ต้องเรียนในสถานศึกษาที่แพทยสภารับรอง พอจบแล้วก็ต้องมาสอบเพื่อได้ หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) จากแพทยสภา ถ้าสอบผ่านถึงจะมีสิทธิเรียกตัวเองได้ว่า เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง (ในประเทศไทย)”

สาเหตุที่ “ตจแพทย์” ในเมืองไทยมีอยู่น้อยมาก ทั้งที่มีตลาดรองรับอยู่ทั่วไป ซึ่งต้องการใบประกาศนียบัตรแพทย์ผิวหนังมาติดโชว์ลูกค้าหน้าร้านนั้น พญ.สุวิรากร อธิบายว่า สืบเนื่องจากข้อจำกัดของสถาบันฝึกอบรมที่จะเปิดสอนวิชานี้ ทำให้แต่ละปีรองรับแพทย์ที่อยากเรียนต่อได้เพียง 20 คน การสอบแข่งขันมีสูงมาก และมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นหมอที่มีต้นสังกัดและมีตำแหน่งในโรงพยาบาลรัฐเท่านั้น หลายคนจึงหันไปเรียนต่อคอร์สระยะสั้น ๆ หรือเรียนหลักสูตรปริญญาโทด้านผิวหนังทั้งในและต่างประเทศแทน แต่อย่างไรเสียหลักสูตรระยะสั้นหรือปริญญาโทไม่มีสิทธิ์มาขอสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแพทยสภาได้

ด้านแหล่งข่าวในแพทยสภาให้ข้อมูลว่า จำนวนหมอที่ได้วุฒิบัตรเป็นหมอผิวหนังมีน้อยมาก และกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดขนาดใหญ่ ทำให้มีหลายจังหวัดที่เปิดคลินิกรักษาโรคผิวหนังแต่ไม่มีตจแพทย์เลยในจังหวัดนั้น ทางแพทยสภาตรวจสอบพบหลายครั้งแล้วคลินิกส่วนใหญ่ชอบอ้างว่ารักษาโดย “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ” “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม” “แพทย์ศัลยกรรมความงาม” ฯลฯ ซึ่งพวกนี้เป็นคำเลี่ยง จริง ๆ แล้วตำแหน่งเหล่านี้ไม่มี คำที่ถูกต้องนั้นต้องใช้ว่า “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง” เท่านั้นห้ามเติมห้ามต่ออะไรทั้งสิ้น เมื่อแพทยสภาตรวจพบว่าคลินิกแห่งไหนติดสติกเกอร์หรือติดป้ายใช้คำโฆษณาเหล่านี้ ก็จะส่งจดหมายเตือนไป พวกเขาก็จะปลดป้ายลง โดยเฉพาะคลินิกความงามที่มีหลายสาขาทั่วประเทศจะใช้กลยุทธ์เรียกลูกค้าหรือสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าโดยใช้คำเหล่านี้ แต่แพทยสภาไม่สามารถลงโทษอะไรได้มากนัก เพราะตามหลักกฎหมายแล้วใครเรียนจบปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ก็สามารถเปิดคลินิกรักษาโรคอะไรก็ได้

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหมอที่ไปเรียนต่อต่างประเทศในคอร์สสั้น ๆ เช่น การทำเลเซอร์ ผ่าตัดเส้นเลือดขอด ภูมิแพ้ ฯลฯ แล้วได้วุฒิบัตรย่อยเฉพาะทางแบบ 3-6 เดือนแล้วเอามาติดโชว์ในคลินิก ทำให้คนไข้เข้าใจผิดว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ดังนั้น วิธีการเดียวที่คนไข้หรือลูกค้าจะรู้ความจริงคือ ก่อนตัดสินใจรักษาคลินิกไหนก็ตามให้ถามว่ามีวุฒิบัตรเป็นแพทย์โรคผิวหนังหรือเปล่า ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็น “เสียเงินแล้วยังเสียใจ”

แม้ไม่มีตัวเลขที่แน่นอนแต่กลุ่มที่โดนหมอเทียมหลอกทำศัลยกรรมจนหน้าพังยับเยินนั้น มีจำนวนไม่น้อย แต่ไม่กล้าออกจากบ้านมาร้องเรียนเพราะกลัวเสียหน้า จึงขอเตือนให้ตรวจสอบข้อมูลรายชื่อแพทย์ผิวหนังได้ ที่เว็บไซต์
http://www.dst.or.th/html/index.php?op=article-search_md หรือสอบถามที่ 0-2716-6857 หรือ email: contact@dst.or.th

Share: