บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังในผู้ป่วยโรคของต่อมไร้ท่อ

ผศ. พญ. ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจฉันใด ผิวพรรณย่อมเป็นกระจกเงาของร่างกายภายในฉันนั้น ผิวพรรณที่สดใส ย่อมเกิดจากสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เมื่อเกิดโรคขึ้น ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่ง ย่อมมีการเสื่อม เกิดความผิดปกติให้ผู้เป็นเจ้าของสังเกตได้ บางครั้งพบได้ก่อนการวินิจฉัยโรคโรคของอวัยวะภายในเสียด้วยซ้ำ ในบทความนี้ จะกล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังของผู้ที่ป่วยเป็นโรคระดับไขมันในเลือดสูง, เบาหวาน และ ไทรอยด์เป็นพิษ

การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังในผู้ป่วยโรคระดับไขมันในเลือดสูง
เมื่อมีไขมันในเลือดสูงจนเกิดการสะสมไขมันในผิวหนัง จะตรวจพบเป็นก้อนสีเหลืองหรือสีเนื้อ (xanthoma) อยู่ตามที่ต่าง ๆ ก้อนนูนที่เห็นได้ด้วยตาเปล่านี้ เกิดจากเซลล์ของร่างกายที่เข้าไปเก็บกินปริมาณไขมันส่วนเกินและตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อนั่นเอง เราอาจเห็นเป็นก้อนนูนสีเหลืองหรือส้ม ขนาดใหญ่ (tuberous xanthoma) หรือเป็นก้อนเล็ก ๆ กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก (eruptive xanthoma) ไม่มีอาการเจ็บหรือคัน บริเวณข้อศอก ข้อเข่า ที่ได้รับแรงกระแทกอยู่เป็นประจำ ในผู้ป่วยบางรายก้อนไขมันไปสะสมอยู่ที่เส้นเอ็น (tendon xanthoma) เห็นเป็นก้อนเนื้อที่เคลื่อนไหวตามการขยับของเอ็น พบบ่อยที่สุดที่เอ็นร้อยหวายบริเวณข้อเท้า นอกจากนี้บางรายมีก้อนไขมันสะสมที่เปลือกตาด้านใน (xanthelasma) ลักษณะเป็นแผ่นนูนบาง ๆ สีออกเหลืองดังแสดงในรูปที่ 1 ผู้ที่พบก้อนไขมันลักษณะดังนี้ที่เปลือกตา พบว่าครึ่งหนึ่งจะตรวจพบไขมันในเลือดสูง

รูปที่ 1 แสดงก้อนไขมันสะสมที่เปลือกตาบนด้านใน

การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีอาการแสดงทางผิวหนังได้หลากหลาย การติดเชื้อที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น เนื่องจากระดับน้ำตาลที่สูงทำให้การต่อสู้กับเชื้อโรคผิดปกติไป พบได้ทั้งการติดเชื้อรา เห็นผื่นเป็นวงสีแดง ขอบเป็นขุยหรือตุ่มหนอง ที่ใบหน้า ลำตัว ซอกพับ ขาหนีบ และแขนขา การติดเชื้อแบคทีเรีย อักเสบเป็นฝีหนอง เป็นต้น ผู้ป่วยเบาหวานบางรายตรวจพบ ปื้นดำที่ซอกคอ รักแร้ ข้อพับแขน คล้ายคราบไคลที่ขัดถูไม่ออก ต่อมานูนหนาขึ้นเป็นปื้นขรุขระสีดำ (acanthosis nigricans) หรือพบติ่งเนื้อจำนวนมาก แสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 แสดงปื้นดำ “acanthosis nigricans” และติ่งเนื้อบริเวณรักแร้ ในผู้ป่วยเบาหวาน

นอกจากนี้โรคเบาหวานทำให้เส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ และระบบไหลเวียนเลือดไม่สะดวก ผู้ป่วยเกิดบาดแผลได้ง่ายเนื่องจากชาไม่รู้สึกเจ็บ และแผลที่เกิดขึ้นจะหายช้า ทำให้เกิดแผลเบาหวาน ซึ่งเป็นแผลเรื้อรัง พบบ่อยที่บริเวณฝ่าเท้า และอาจลามออกเป็นบริเวณกว้าง

ผู้ป่วยบางราย มีอาการคัน ผิวแห้ง ใบหน้าแดง บริเวณรอบ ๆ ขอบเล็บ มีเส้นเลือดฝอยขยายตัว บางครั้งพบผิวหนังแข็งตึงขึ้น ขยับข้อไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ ข้อมือ และ แผ่นหลังส่วนบน

ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการรักษา ตรวจติดตามสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม เมื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ โรคผิวหนังส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น ถึงแม้ว่าบางชนิดอาจใช้เวลานานในการฟื้นตัว และบางโรคดีขึ้นไม่ชัดเจนนัก ทั้งนี้การควบคุมระดับน้ำตาลยังมีส่วนสำคัญในการชะลอการเสื่อมของไตและจอประสาทตาอีกด้วย


การเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษและขาดฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์
ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ควบคุมเมตะบอลิซึม หรือการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
เมื่อไทรอยด์เป็นพิษ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมมีปริมาณมาก ทำให้อัตราเมตะบอลิซึมสูง ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกทางผิวหนังดังนี้ ผิวจะละเอียด นุ่ม คลำแล้วรู้สึกอุ่นและชื้นเนื่องจากมีเหงื่อออกมากผิวมีสีคล้ำขึ้น ผมเส้นเล็ก ละเอียดและร่วงหลุดมาก แผ่นเล็บหวำเป็นรูปช้อน และแผ่นเล็บแยกเห็นเป็นสีขาวใต้แผ่นเล็บ

ในทางกลับกันเมื่อฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์มีระดับต่ำ อัตราเมตะบอลิซึมลดต่ำลง ผู้ป่วยจะมีอาการผิวแห้งหยาบ ซีด เย็น บวม ผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เป็นรอยฟกช้ำได้ง่าย เนื่องจากเส้นเลือดฝอยเปราะแตกง่าย ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา ผมแห้งหยาบ ขาดหัก ร่วง ผมยาวช้า และคิ้วบางลงที่บริเวณหนึ่งในสามทางด้านนอก ที่เล็บพบว่า แผ่นเล็บแห้ง เปราะ หักง่าย และเป็นร่อง เล็บงอกช้าเช่นเดียวกับเส้นผมและแผ่นเล็บแยกเห็นเป็นสีขาวอยู่ใต้แผ่นเล็บได้เช่นกัน

เมื่อรักษาโรคของต่อมไทรอยด์ จนระดับฮอร์โมนเป็นปกติแล้ว อาการของผิวหนัง ผม และ เล็บ จะหายเป็นปกติ

สรุป
จะเห็นได้ว่า หากให้ความใส่ใจ สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของผิวหนัง จะทำให้ตรวจพบโรคภายในที่แอบซ่อนอยู่ได้เร็วขึ้น รักษาได้ทันท่วงที นำไปสู่สุขภาพกายและจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง
Share: