บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ยากันแดด

รศ. พญ. ณัฏฐา รัชตะนาวิน
หัวหน้าสาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นทำให้เกิดความชราของผิวหนังและมะเร็งผิวหนังที่สำคัญที่สุด แต่แสงแดดโดยเฉพาะรังสี UVB ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายผิวหนังสูงที่สุด มีความสำคัญในการสร้างวิตามินดีซึ่งมีความจำเป็นในการเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ หากไม่ได้รับแสงแดดเพียงพออาจพบปัญหากระดูกบางในวัยสูงอายุได้ ดังนั้นคำแนะนำในการหลบเลี่ยงแสงแดดจึงควรทำอย่างพอเหมาะและอาจต้องรับประทานอาหารหรือวิตามินเพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดวิตามินดี

การใช้ยากันแดด แม้ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันแสงแดด แต่เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ทำงานในร่ม เนื่องจากมีความคล่องตัวสูง ใช้ได้กับทุกกิจกรรมโดยเฉพาะกีฬาหลายชนิด เช่น การว่ายน้ำ เป็นต้น การที่กล่าวว่ายากันแดดไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเนื่องจาก ยากันแดดไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ทุกความยาวคลื่น ป้องกันได้เฉพาะแสง UVB และ UVA บางส่วน ( UVAI ) เหงื่อ น้ำ และแสง UV เองสามารถทำให้ยากันแดดเหล่านี้เสื่อมประสิทธิภาพลง

ประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB
หน่วยวัดประสิทธิภาพที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือค่า SPF (sun protection factor)
ความหมายของยากันแดด SPF 30 คือ หากทายากันแดดชนิดดังกล่าวหนา 2 มิลลิกรัม/ตารางเซ็นติเมตร ผิวหนังจะได้รับแสง UVB เพียง 1/30 ของปริมาณแสง UVB ในขณะนั้นหรือประมาณ 3.3% เป็นต้น การทายากันแดดจะช่วยกรองแสง UVB ออกไปมากน้อยตามค่า SPF เช่น
ยากันแดด SPF 2 จะกรองแสง UVB ไป 1/2 หรือ 50% ผ่านมาที่ผิวหนัง 50%
ยากันแดด SPF 15 จะกรองแสง UVB ไป 1/15 หรือ 94% ผ่านมาที่ผิวหนัง 6 %
ยากันแดด SPF 50 จะกรองแสง UVB ไป 1/50 หรือ 98% ผ่านมาที่ผิวหนัง 2%

ค่า SPF ยิ่งมีตัวเลขสูงเท่าใดก็ยิ่งบ่งชี้ว่าครีมกันแดดนั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันผิวไหม้แดงเพิ่มขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปถือว่า SPF ที่เกิน 15 น่าจะเพียงพอสำหรับการป้องกันผิวไหม้แดงตลอดวันในคนเอเชียเช่นคนไทย

ความจำเป็นในการป้องกัน UVA
แสง UVA ที่ส่องลงมายังพื้นโลกมีปริมาณสูงกว่า UVB ถึง 20 เท่า แต่เนื่องจาก UVA มีพลังงานต่ำจึงต้องใช้พลังงานมากกว่า UVB ถึง 1,000 เท่าจึงจะเกิดการการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ปัจจุบันแบ่ง เป็น UVAI หรือ long UVA มีบทบาทสำคัญทำให้เกิดผิวคล้ำ และ UVAII หรือ short UVA ออกฤทธิ์คล้าย UVB ทำให้เกิดผิวไหม้แดงได้

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามธรรมชาติจาก UVA คือ การคล้ำขึ้นของผิวหนังแบ่งนเป็นระยะเฉียบพลัน ทันทีหลังได้รับแสง UVA ความคล้ำของสีผิว (Tanning) จะลดลงอย่างรวดเร็วในเวลา 2 ชั่วโมง จนกลับเป็นสีผิวปกติหลังจากนั้นแใน 12-24 ชั่วโมง ตามมาด้วยการคล้ำขึ้นของผิวหนังอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดภายหลังได้รับแสง UVA ปริมาณสูงขึ้น ซึ่งสีผิวที่คล้ำขึ้นจะคงที่อยู่ประมาณ 24-48 ชั่วโมง ก่อนจะจางลงในที่สุด

ความสามารถในการป้องกัน UVA ของยากันแดดเป็น 4 ระดับ คือ
ระดับแรก PA+ สามารถป้องกัน UVA ได้ 2 ถึง 4 เท่า
ระดับที่สอง PA++ ป้องกันได้ 4 ถึง 8 เท่า
ระดับที่สามคือ PA+++ ป้องกันแดดได้มากกว่า 8 ถึง 12 เท่า
ระดับสูงสุดคือ PA++++ ป้องกันแดดได้มากกว่า 12 เท่า

ข้อควรระวังที่สำคัญของการทาครีมกันแดดให้มีประสิทธิภาพ คือ
1. ปริมาณครีมกันแดดที่ทาต้องหนา 2 มิลลิกรัม/ตารางเซ็นติเมตร จึงจะมีประสิทธิภาพเท่ากับที่ระบุไว้ในฉลาก คือทาครีมกันแดดปริมาณ 1 ข้อนิ้วมือ สำหรับใบหน้า (พื้นที่ผิวหนังกว้าง 2 ฝ่ามือ) ตามรูป

ปริมาณครีมกันแดดสำหรับทาใบหน้าและลำคอ

ปริมาณครีมกันแดดสำหรับทาลำตัว แขนและหลังมือ

2. SPF สูงกว่า ≥ 15 หากทาหนา 2 มิลลิกรัม/ตารางเซ็นติเมตร น่าจะเพียงพอสำหรับการป้องกันผิวไหม้แดง
3. ความสามารถในการป้องกัน UVA ไม่มีความสัมพันธ์กับค่า SPF
4. หากต้องการป้องกันผิวคล้ำต้องเลือกการป้องกัน UVA ระดับสูงคือ PA+++, PA++++
5. ความสามารถในการกันน้ำของยากันแดด มีความสำคัญในกรณีที่เล่นกีฬากลางแจ้ง หรือว่ายน้ำ
6. ครีมกันแดดที่ผสมในครีมทาผิวและไม่ได้ทำการทดสอบความสามารถในการกันน้ำจะไม่มีความสามารถในการกันน้ำ

สรุป
สำหรับผู้ทำงานในร่ม มีกิจกรรมนอกอาคาร < 1 ชั่วโมง ในเวลาแสงแดดจัด คือระหว่าง 11:00-14:00 น. ควรเลือกครีมกันแดด
SPF ≥ 15
UVA ≥ PA +++
(หมายเหตุ: ≥ = มากกว่าหรือเท่ากับ)

สำหรับผู้ทำงานกลางแจ้งหรีอ มีกิจกรรมนอกอาคาร ≥ 1 ชั่วโมง ในเวลาแสงแดดจัด คือระหว่าง 11:00-14:00 น. ควรเลือกครีมกันแดด
SPF ≥ 30
UVA ≥ PA +++
กันน้ำ และ เหงื่อ (Water resistant)
Share: