บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

หูด

พญ. รัชต์ธร ปัญประทีป
สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


หูด (wart) เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยโดยทั่วไป เกิดจากการติดเชื้อ human papilloma virus (HPV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุผ่านทางแผลหรือรอยถลอก เชื้อ HPV ต่างชนิดกันทำให้เกิดลักษณะและอาการแสดงทางคลินิกที่แตกต่างกัน เช่น หูดที่ผิวหนัง ฝ่ามือและเท้า เกิดจากเชื้อ HPV ชนิด 1, 2, 27, 57 หูดที่บริเวณอวัยวะเพศ หรือหูดหงอนไก่ เกิดจากเชื้อ HPV ชนิด 6, 11 ส่วนเชื้อ HPV ชนิด 16, 18, 31 จะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกเป็นต้น (1)

โรคหูดเกิดได้อย่างไร
การติดเชื้อ HPV เกิดจากการสัมผัสโดยตรงจากผิวหนังคนที่เป็นหูด หรือสัมผัสทางอ้อมผ่านทางสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น สระว่ายน้ำ หรือสถานที่ออกกำลังกายสาธารณะ (2) รอยถลอก ผิวหนังที่เปื่อยยุ่ย หรือฉีกขาด หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังผิวหนัง จะทำให้เชื้อเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้ง่าย เกิดเป็นโรคหูดขึ้น

ลักษณะทางคลินิกของหูด (2, 3)
อาจแบ่งได้ใหญ่เป็น 2 ชนิด ดังนี้
1. หูดบริเวณผิวหนัง (cutaneous lesion)
2. หูดบริเวณเยื่อบุผิวหนัง (muco-cutaneous lesion)

หูดบริเวณผิวหนัง
1. หูดผิวหนัง (verruca vulgaris หรือ common wart) ลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็ง ผิวหน้าขรุขระ สีผิวหนังหรือสีดำ ขนาด 2-3 มิลลิเมตร ถึงหลายเซนติเมตร อยู่เดี่ยว ๆ หรือเป็นกลุ่มพบได้ทุกตําแหน่งบนผิวหนัง มักพบบ่อยบริเวณมือ นิ้วมือ เข่า ศอก หรือบริเวณที่มีการบาดเจ็บได้บ่อย (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 แสดงรอยโรคหูดชนิด common warts บริเวณโคนนิ้วมือผิวขรุขระ เห็นจุดสีดำที่บ่งชี้ว่ามีเส้นเลือดฝอยอุดตัน หรือเลือดออกใต้รอยโรค

2. หูดผิวเรียบ (flat wart หรือ verruca plana) ลักษณะเป็นตุ่มแบน ค่อนข้างเรียบ หรือนูนขึ้นจากผิวหนังเล็กน้อย อาจมีสะเก็ดบาง ๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร พบบ่อยบริเวณหลังมือ แขน และหน้า
3. หูดที่ฝ่าฝ่าเท้า (plantar wart) ลักษณะเป็นตุ่มแข็งฝังลึกอยู่ในฝ่าเท้า มักจะเจ็บเมื่อมีการกดทับ ถ้ามีหูดหลายอันมารวมกันเหมือน เศษกระเบื้องมาเรียงต่อกันเรียกว่า mosaic wart
4. Filiform wart ลักษณะเป็นติ่งยื่นออกจากผิวหนังโตเร็ว พบบริเวณใบหน้า
5. Periungual wart เกิดบริเวณรอยเล็บรวมถึงจมูกเล็บและใต้เล็บ สามารถทำให้เล็บผิดรูปได้

หูดบริเวณเยื่อบุผิวหนัง
1. หูดหงอนไก่ (anogenital wart) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย ลักษณะเป็นตุ่มผิวขรุขระ สีชมพูหรือแดงส้มในบริเวณเยื่อบุ และสีเทา ขาวหรือดำบริเวณอวัยวะเพศภายนอก หรือรอบ ๆ รูทวารหนัก หูดอาจลามเข้าไปในบริเวณอวัยวะภายใน เช่น ช่องคลอด, ปากมดลูก, ท่อทางเดินปัสสาวะ และทางเปิดท่อปัสสาวะ และในรูทวารหนักได้ การติดเชื้อ HPV บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ สามารถติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกได้ ทำให้เกิดหูดในทางเดินหายใจของเด็ก

การรักษา (4)
พบว่าประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วย หูดสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 ปี แต่อาจมีหูดใหม่เกิดขึ้น
การรักษาหูดมีหลายวิธี ปัจจุบันยังไม่มีการรักษามาตรฐานสำหรับโรคหูด ไม่มีการรักษาใดที่ให้ผลดีสมบูรณ์กับผู้ป่วยทุกคน หูดแต่ละชนิดต้องการการรักษาที่แตกต่างกัน โดยแพทย์จะเลือกการรักษาด้วยวิธีใดนั้น พิจารณาตามผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นกับตําแหน่ง, ขนาด, จำนวน, ชนิดของหูด, อายุ และความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย

การรักษาหูดมีหลายแบบดังต่อไปนี้
1. การทำลายหูด
การรักษานี้เพื่อให้ตุ่มหูดหายไปแต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อหูดโดยตรง อาจใช้ยา ใช้ความเย็นจัด ความร้อนจัด หรือวิธีทางศัลยกรรมในการทำลายหูด
1.1 การใช้กรดซาลิไซลิก (salicylic acid)
เป็นยาที่ใช้ได้ผลและปลอดภัย แนะนำใช้เป็นยาตัวแรกในการรักษาหูดที่หน้า มือ และฝ่าเท้า ยามีขายตามร้านขายยา มีทั้งในรูปแบบของสารแขวนตะกอน หรือความเข้มข้นสูงในแผ่นพลาสเตอร์ บางชนิดผสมกรดแลกติกด้วย ข้อดีของการใช้กรดซาลิซิลิก คือ หาซื้อง่าย ไม่แพง ไม่เจ็บ และมีประสิทธิภาพ ข้อเสียคือต้องใช้เวลารักษานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน และผู้ป่วยจะต้องทำตามคำแนะนำ
1.2 การใช้ความเย็นจัด (cryotherapy)
นิยมใช้ไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ไปทำลายเซลล์ผิวหนังที่ติดเชื้อ ร่วมกับกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ และทำให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน หลังพ่นด้วยความเย็นรอยโรคหูดจะเกิดเป็นตุ่มน้ำ ตกสะเก็ดแล้วหลุดออกไป การรักษาด้วยการใช้ความเย็นจัดได้ผลดี อัตราการหายหลังรักษา 3 เดือน ประมาณ 45% แต่ต้องระวังผล ข้างเคียง คืออาจเกิดเป็นรอยขาว หรือรอยดำ หรือตุ่มน้ำพองขนาดใหญ่ ในบางรายอาจต้องรักษาซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์ จนกว่ารอยโรคจะหายหมด
2. การรักษาโดยการใช้ยาต้านการแบ่งตัวของเซลล์
2.1 การจี้ด้วยยา podophyllin หรือ podophyllotoxin
เป็นยาที่นิยมใช้ในการรักษาหูดที่บริเวณอวัยวะเพศ โดยไปยับยั้งการแบ่งเซลล์
เมื่อทายา 20% podophyllin ใช้ทา ทุก 1-2 สัปดาห์ อัตราการหายของหูดประมาณ 75%
ส่วนยา 0.5% podophyllotoxin นั้นในรูปแบบครีม ทาวันละ 2 ครั้ง 3 วันต่อสัปดาห์ อัตราการหายประมาณ 95%
2.2 การฉีดยา bleomycin เข้าในรอยโรคหูด
Bleomycin เป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่สกัดจากเชื้อแบคทีเรีย ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างดีเอ็นเอ และโปรตีน ทำให้เกิดการตายของเซลล์ผิวหนังและเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน ใช้รักษาหูดในรายที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล การรักษาจะฉีดยาเข้าไปในหูด ทุก 3-4 สัปดาห์จนหาย ผลข้างเคียงของการรักษาวิธีนี้คือ เจ็บ และแสบขณะฉีด เกิดอาการปวดบวมแดงหลังฉีด
3. การรักษาโดยการเพิ่มภูมิคุ้มกัน (immunotherapy)
3.1 สารกระตุ้นการแพ้สัมผัส (contact sensitisers)
สารที่นำมาใช้ได้แก่สารพวก dinitrochlorobenzene (DNCB), diphencyprone (DCP), squaric acid dibutyl ester (SADBE)
สารกลุ่มนี้จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้และกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันดีที่บริเวณหูด จะทำการกระตุ้นทุกสัปดาห์ โดยเริ่มจากความเข้มข้นต่ำแล้วสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าหูดจะหาย นิยมใช้กับหูดบริเวณมือและเท้า
3.2 ยาครีม 5% imiquimod
เป็นยาทาเพื่อกระตุ้นการทำงานของสารซัยโตไคน์หลายชนิดที่ไปทำลายไวรัสหูด ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในการรักษาหูดที่บริเวณอวัยวะเพศ และมีการเริ่มนำมาใช้รักษาหูดในบริเวณอื่น ๆ ของร่างกายด้วย รวมไปถึงโรคหูดข้าวสุก
4. การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ
วิธีการเหล่านี้นำมารักษาหูดได้เช่นกันแต่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก ได้แก่ การใช้ซิลเวอร์ไนเตรท, การใช้คลื่นวิทยุ, การใช้เลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์, การใช้แสงเลเซอร์ชนิดพัลส์ดาย (pulsed dye laser), การฉีดสาร interferon, การฉีดสาร 5-fluouracil, และการฉีดสารแอนติเจนของเชื้อแคนดิดาเข้าไปในรอยโรคหูด


เอกสารอ้างอิง
1. de Villiers EM. Papillomavirus and HPV typing. Clin Dermatol. 1997;15(2):199-206.
2. Elliot JA, Kirnbauer R. Human papillloma virus infections. In: Goldsmith LA, Katz S, Gilchrest B, Paller A, Wolff K, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 8ed. Philadelphia: Elsevier Saunders; 2012: 2421-33.
3. Kirnbauer R, Lenz P. Human Papilllomaviruses. In: Bolognia JL, Jorizzo JL, Schaffer JV. Dermatology. 3rd ed. New York: McGrawHill.; 2012: 2421-33.
4. Sterling JC, Handfield-Jones S, Hudson PM. Guidelines for the management of cutaneous warts. Br J Dermatol. 2001;144(1):4-11.
Share: