บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

โรคเชื้อราที่เล็บ

พญ. จรัสศรี ฬียาพรรณ
ผศ. นพ. สุมนัส บุณยะรัตเวช

ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


โรคเชื้อราที่เล็บคืออะไร สาเหตุการเกิดโรค
โรคเชื้อราที่เล็บ หมายถึง การติดเชื้อราทั้งจากเชื้อราที่เป็นสายราและเชื้อราที่เป็นรูปของยีสต์ที่เล็บหรือส่วนประกอบต่าง ๆ ของเล็บ ในประเทศไทยชนิดของเชื้อราที่พบบ่อย ๆ คือเชื้อกลากแท้, เชื้อกลากเทียม และเชื้อยีสต์ โดยเฉพาะเชื้อแคนดิดา

อาการและอาการแสดง
ส่วนใหญ่โรคเชื้อราที่เล็บมักจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยโรคเชื้อราที่เล็บจากเชื้อยีสต์อาจมีรอบเล็บบวมแดง มีอาการเจ็บได้ พบบ่อยที่เล็บมือที่ต้องสัมผัสน้ำบ่อย

โรคเชื้อราที่เล็บจากเชื้อกลากแท้หรือเชื้อกลากเทียมมักจะพบมากในผู้สูงอายุ พบที่เล็บเท้าบ่อยกว่าเล็บมือ ลักษณะของโรคเชื้อราที่เล็บนั้นมีได้หลายประการ ได้แก่ ลักษณะเล็บที่หนาตัวขึ้น มีขุยหนาใต้เล็บ สีเล็บที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเล็บที่แยกตัวออกมาจากฐานเล็บซึ่งอาจเห็นเป็นโพรงหรือช่องว่างใต้เล็บ ที่สำคัญคือ จำนวนของเล็บที่มีการเปลี่ยนแปลงจะพบไม่มาก มีเล็บที่เป็นโรคเพียงประมาณหนึ่งถึงสามเล็บ ผู้ป่วยอาจมีการติดเชื้อราที่ผิวหนังร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อราที่เท้าหรือที่ขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายพบมีภาวะแทรกซ้อนตามมาหลังการติดเชื้อรา เช่น เล็บขบและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

รูปโรคเชื้อราที่เล็บแสดง ลักษณะเล็บที่หนาตัวขึ้น มีขุยหนาใต้เล็บ

การวินิจฉัย
การที่จะวินิจฉัยโรคเชื้อราที่เล็บนั้นจะต้องอาศัยลักษณะของเล็บที่มีความผิดปกติดังที่ได้กล่าวแล้ว ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การขูดขุยจากเล็บไปตรวจหาเชื้อราและการเพาะจำแนกเชื้อราก่อโรค ในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะเชื้อกลากเทียมแพทย์อาจต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้งโดยเฉพาะการเพาะจำแนกเชื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยแยกโรค
โรคที่จำเป็นต้องให้การวินิจฉัยแยกโรคกับโรคเชื้อราที่เล็บ คือ โรคสะเก็ดเงินที่เล็บ ซึ่งเล็บจะมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกับโรคเชื้อราที่เล็บ คือ มีเล็บหนาตัวมากขึ้น เล็บผิดรูป แต่ผู้ป่วยมักมีเล็บผิดปกติจำนวนหลายเล็บหรือผิดปกติทุกเล็บ การตรวจร่างกายอาจพบผื่นสะเก็ดเงินที่ผิวหนังและหนังศีรษะร่วมด้วย

การรักษา
โรคเชื้อราที่เล็บมีความผิดปกติที่อาจสร้างปัญหาให้ผู้ป่วย แต่ก็ไม่ใช่ภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษา การรักษาเชื้อราที่เล็บต้องใช้เวลานานและมีโอกาสเกิดซ้ำได้บ่อย ก่อนเริ่มทำการรักษาแพทย์ควรจะต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนเสมอเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคเชื้อราที่เล็บ ผู้ป่วยหลายรายที่มีความผิดปกติที่เล็บแต่ไม่ได้เป็นโรคเชื้อราที่เล็บซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานต้านเชื้อรา และอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาตามมาได้ นอกจากนั้นแพทย์ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกการรักษา เช่น โรคประจำตัวของผู้ป่วย ยาที่รับประทานประจำ หรือชนิดของเชื้อก่อโรค เช่น เชื้อกลากเทียมซึ่งมักจะดื้อต่อการรักษาด้วยยารับประทานต้านเชื้อรา เป็นต้น

วิธีการในการรักษาเชื้อราที่เล็บมีหลายวิธี
1. การใช้ยารับประทานต้านเชื้อรา เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถรักษาความผิดปกติของเล็บที่เป็นโรคได้ทุก ๆ เล็บรวมถึงการติดเชื้อราที่ผิวหนัง เท้า และฝ่าเท้าได้ การใช้ยารับประทานจะได้ผลดีกับการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อกลากแท้หรือเชื้อยีสต์บางชนิด นอกจากนั้นการใช้ยารับประทานอาจต้องระวังผลข้างเคียงของยา เช่น การแพ้ยา ผลของยาต่อตับและไต ผลกระทบของยาอื่น ๆ กับยารับประทานต้านเชื้อรา เช่น การรับประทานยาลดไขมันบางชนิดซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงของยามากขึ้น หรือการได้ยาลดกรดซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมของยา เป็นต้น
2. การใช้ยาทาเฉพาะที่ เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัย ยาทามีหลายรูปแบบเช่นชนิดที่เป็นสารละลาย หรือชนิดที่เป็นยาทาเคลือบเล็บ ยาทาบางชนิดสามารถทาที่เล็บเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งทำให้มีความสะดวกในการใช้ยา การเลือกการรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่นั้นจะใช้ได้ดีโดยเฉพาะโรคเชื้อราที่เล็บที่มีจำนวนเล็บไม่มากนัก และไม่มีลักษณะที่จะทำให้เกิดการรักษาได้ยาก เช่น มีรอยโรคเชื้อราที่ลามไปถึงโคนเล็บ อาจต้องใช้ยาทาต้านเชื้อราอื่น ๆ ร่วมด้วยหากผู้ป่วยมีการติดเชื้อที่ผิวหนัง เช่น ที่เท้า ฝ่าเท้า ง่ามนิ้วเท้า เพราะยาทาจะออกฤทธิ์ได้เฉพาะที่เล็บที่ทายาเท่านั้น
3. การใช้วิธีการอื่น ๆ ในการรักษา มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้แสงเลเซอร์หรือเครื่องมือทางกายภาพในการรักษาหรือเป็นการรักษาร่วมในการรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ ซึ่งผลการศึกษายังไม่แน่ชัด โดยเฉพาะในโรคเชื้อราที่เล็บที่เกิดจากกลากเทียม อาจเป็นการรักษาร่วมที่ให้ผลดีและปลอดภัยในผู้ป่วยบางราย

พยากรณ์โรค
โรคเชื้อราที่เล็บที่รักษายากจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ เล็บติดเชื้อรามากกว่าร้อยละ 50 ของเนื้อเล็บ, การติดเชื้อบริเวณด้านข้างของเนื้อเล็บ, เล็บที่มีความหนาตัวมากกว่า 2 มิลลิเมตร, พบแถบสีเหลือง ส้มหรือขาวเป็นเส้นในเนื้อเล็บ ซึ่งบ่งถึงการมีก้อนเชื้อราอัดแน่นอยู่ใต้เล็บ, เนื้อเล็บถูกทำลายทั้งหมด, การติดเชื้อกลากเทียม, ผู้ป่วยสูงอายุ, ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องทั้งจากโรคประจำตัวหรือยาที่ได้รับ, และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดส่วนปลายร่วมด้วย

ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการปฎิบัติตัว
- แม้โรคเชื้อราที่เล็บ เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นจากเชื้อรา แต่การติดต่อก็ไม่สามารถติดกันโดยง่าย เชื้อราที่พบเกิดโรคนั้นส่วนหนึ่งติดต่อด้วยกันจากมนุษย์ สัตว์เลี้ยง และเชื้อราหลาย ๆ ชนิดก็อยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือดิน ต้นไม้ ฯลฯ
- การรักษาต้องใช้ระยะเวลานานอาจใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจเป็นปีและยังมีโอกาสเกิดโรคซ้ำได้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนการรักษาและตรวจอีกครั้งก่อนจะหยุดการรักษามีความสำคัญ
- การดูแลสุขภาพเท้า การตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธีมีความสำคัญ ดูแลเท้าให้มีความแห้ง ไม่ควรเดินเท้าเปล่าโดยเฉพาะในที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกัน ไม่ควรใช้วิธีตัดเซาะหรือเลาะเล็มส่วนด้านข้างของเล็บ หรือให้ช่างทำเล็บตัดเล็บอย่างไม่ถูกวิธี เพราะทำให้เกิดเล็บขบ ติดเชื้อแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่นเดียวกับการเลือกชนิดรองเท้าที่เหมาะสม ไม่ควรรัดแน่น อับชื้น หรือเปิดปลายเท้า และต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการดูแลสุขภาพเท้าโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน หรือในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็น การเคลื่อนไหว การมีความผิดปกติของโครงสร้างเท้าร่วมด้วย การได้รับยาอื่น ๆ หลายชนิด ฯลฯ
- การใช้ยารักษาเชื้อราชนิดรับประทาน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาอื่น ๆ ที่ได้ร่วมกันโดยเฉพาะยากลุ่มลดไขมัน หรือโรคประจำตัวอื่นที่มีร่วมอยู่
Share: