บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

เล็บบอกโรค

พญ. ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์

"เล็บคนเรานั้นสำคัญไฉน...............................บอกโรคไงให้ดูดีที่ความหนา
อีกสีขาวเหลืองหรือดำตามติดมา...................เป็นเชื้อราพาพบบ่อยค่อยระวัง
ขอบเล็บบวมรวมแดงหนองพองไม่สวย.........มีผื่นด้วยระคายเคืองเรื่องผิวหนัง
สะเก็ดเงินเล็บเป็นหลุมดูหนาจัง.....................เล็บพินพังเป็นร่องเปราะเพราะป่วยกาย
ทั้งหนุ่มสาวเด็กเล็กและคนแก่........................จะไม่แย่เล็บช่วยบอกโรคทั้งหลาย
เมื่อรู้แล้วจงรีบเร่งอย่าดูดาย...........................ถ้าเห็นซาย (sign) ให้มองหารักษาเอย"


เล็บที่มีสุขภาพดี
เล็บที่มีสุขภาพดี คือ เล็บที่มีสีออกชมพูจาง ๆ จากสีผิวของเนื้อข้างใต้เล็บ มีพื้นผิวที่เรียบ ผิวหนังรอบเล็บมีความแข็งแรงไม่ถอยร่น และเล็บมีความหนาไม่มากไปและไม่น้อยจนเกินไป ถ้าเล็บมีความแตกต่างไปนอกเหนือจากที่กล่าวแล้วอาจเป็นเล็บที่ไม่ปกติ

สาเหตุเล็บที่ผิดปกติ
เล็บที่ผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซี่งอาจจะเกิดจากการติดเชื้อ, สารเคมีระคายเคือง, การกระแทก, มะเร็ง, หรือ เกิดจากโรคทางกายอื่น ๆ ในบางครั้งเล็บที่ผิดปกติอาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุได้เช่นกัน ความสำคัญคือ ประชาชนควรทราบข้อสังเกตเพื่อจะได้รักษา รวมถึงมีการป้องกันและแก้ไขอย่างเหมาะสม เล็บที่ผิดปกติอาจช่วยบอกโรคทางกายได้

อาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดงที่สามารถสังเกตง่าย ๆ ด้วยตนเอง มีดังนี้
1. เล็บที่มีความหนาผิดปกติ
- เล็บหนามากผิดปกติ มีหลายโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเชื้อรา ที่นอกจากเล็บหนาขึ้นแล้ว เล็บอาจมีสีเปลี่ยนร่วมด้วยเป็นสีเหลืองหรือขาว ผิวเล็บและส่วนปลายเล็บอาจขรุขระ นอกจากนี้ โรคสะเก็ดเงินยอดฮิตของโรคผิวหนัง ก็อาจจะมีเล็บหนาได้ แต่ต่างกับเชื้อราที่โรคสะเก็ดเงินมักจะมีอาการเล็บหนาหลาย ๆ เล็บตรงข้ามกับโรคเชื้อราที่เป็นไม่กี่เล็บ


- เล็บบางมากกว่าปกติ ในโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก เล็บจะมีลักษณะบางและแอ่นคล้ายช้อนได้ ในคนสูงอายุอาจมีเล็บที่บางและเปราะแตกง่ายบริเวณปลายเล็บได้

2. เล็บที่มีพื้นผิวขรุขระ เป็นอาการที่พบได้บ่อย ผิวเล็บอาจเป็นหลุมเล็ก ๆ ถ้าเป็นหลายเล็บ อาจบ่งบอกถึงโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคภูมิแพ้ได้ แต่อาจพบได้ในเด็กบางคนโดยที่ไม่มีสาเหตุ บางกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง อาจพบเล็บเป็นร่องลึกตามแนวขวางจากการที่เล็บมีการสร้างเล็บผิดปกติขณะป่วย


3. ผิวหนังรอบเล็บบวมแดง ในคนที่สัมผัสกับน้ำบ่อย ๆ ผิวหนังรอบเล็บอาจมีการเปื่อยยุ่ย จึงเกิดการระคายเคืองจากสารเคมีได้ง่าย เช่น สารเคมีจากน้ำยาล้างจานและน้ำยาทำความสะอาดบ้าน ในบางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อราตามมาได้เช่นกัน ในผู้ป่วยบางรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังที่อ่อนแอนี้ ผิวหนังรอบเล็บอาจบวมแดงและมีหนองร่วมด้วย อาการบวมแดงมักเป็นมาไม่นานซึ่งต่างจากคนที่มีผิวหนังรอบเล็บบวมจากการระคายเคืองของสารเคมี

4. เล็บเปลี่ยนสี ภาวะโรคทางกายมีผลกับสีของเล็บได้
- เล็บมีสีดำ อาจเป็นจากมะเร็งผิวหนัง, เชื้อรา, การกระแทก, ไฝ หรืออาจเป็นขึ้นมาเอง กรณีมะเร็งผิวหนัง มีข้อสังเกตคือ ลักษณะเล็บที่ดำจะมีลักษณะเป็นปื้นสีดำสีไม่สม่ำเสมอ เป็นแค่เล็บเดียว มีประวัติเป็นมาไม่นาน อาจมีผิวหนังที่โคนเล็บเป็นสีดำร่วมด้วย
- เล็บที่มีสีขาวครึ่งเล็บ พบได้ในคนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง
- เล็บที่มีสีขาวสองในสามของเล็บ พบได้ในคนเป็นโรคเบาหวาน, โรคตับแข็ง, และโรคหัวใจวาย
- เล็บที่มีสีขาวเป็นแถบขวางอาจเป็นโรคโปรตีนในร่างกายต่ำ (hypoalbuminemia) เล็บดังกล่าวเมื่อใช้มือกดไปที่เล็บ สีขาวที่เห็นจะจางลง

5. ปลายเล็บร่น (onycholysis) ปกติแล้วผิวหนังส่วนปลายจะติดกับเล็บ แต่หากมีโรคบางอย่าง เช่น โรคสะเก็ดเงิน, โรคไทรอยด์, โรคเชื้อรา, และโรคผื่นผิวหนังอักเสบ รวมถึงยาบางชนิด อาจทำให้ขอบของผิวหนังที่ติดกับเล็บมีการร่นลงได้

การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ โดยพิจารณาจากอาการและอาการแสดง
- เมื่อแพทย์สงสัยว่าเล็บอาจจะเกิดจากเชื้อรา ควรมีการขูดขุยจากบริเวณเล็บที่หนาไปตรวจหาเชื้อราและเพาะเชื้อราแยกชนิดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและพยากรณ์โรคได้อย่างเหมาะสม
- ในกรณีที่แพทย์สงสัยโรคมะเร็งผิวหนัง อาจต้องทำการตัดชิ้นเนื้อที่ใต้เล็บเพื่อตรวจลักษณะทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
- ในกรณีที่เล็บบอกถึงโรคทางกาย อาจต้องตรวจเลือด เช่น ตรวจหาระดับธาตุเหล็ก, โรคไทรอยด์, โรคไต, และโรคตับ เป็นต้น


การรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น
- กรณีมีการติดเชื้อรา ควรมีการรับประทานยาต้านเชื้อรา และ/หรือทายาเฉพาะที่ควบคู่กัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันการวินิจฉัย ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากมีโรคที่มีลักษณะเล็บคล้ายกับเชื้อราได้หลายชนิด นอกจากนี้ ยาเชื้อราอาจมีผลข้างเคียง รวมถึงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้เมื่อรับประทานคู่กับยาบางชนิด
- กรณีเล็บเกิดจากโรคสะเก็ดเงิน อาจมีการทายารักษา และ/หรือฉีดยารักษา
- กรณีผิวหนังรอบเล็บเกิดการบวมจากการระคายเคืองจากสารเคมี ควรมีการทายาลดการอักเสบและมีการป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองอีกด้วยการใส่ถุงมือ
- กรณีเล็บผิดปกติจากการกระแทก อาจไม่จำเป็นต้องรักษา อาการมักจะหายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ถ้ามีเลือดออกใต้เล็บมากอาจจะมีการเจาะระบายออกเพื่อลดอาการปวด
- ส่วนเล็บที่เกิดจากโรคทางกายเป็นสาเหตุ เมื่อรักษาโรคทางกายแล้ว อาการเล็บจะหายไปได้เอง
- กรณีมะเร็งผิวหนังที่เล็บ ควรมีการตัดผิวหนังบริเวณที่เป็นมะเร็งออกและรับประทานยาเคมีบำบัดร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแพทย์ผู้รักษา


การพยากรณ์โรค
การพยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับสาเหตุของเล็บที่ผิดปกติ
- กรณีทีเล็บมีการติดเชื้อราชนิดที่รักษายากอาจจะต้องมีการรักษาหลายวิธีร่วมกัน และอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษานานหลายเดือนหรือเป็นปี
- กรณีเล็บคุณแม่บ้านที่เกิดจากการระคายเคืองจากสารเคมีอาจจะต้องมีการรักษานานเช่นกัน และถ้าเล็บยังมีการระคายเคืองจากสารเคมีอย่างต่อเนื่อง อาจจะไม่หายขาด
- กรณีเล็บผิดปกติจากมะเร็งผิวหนัง อาจมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีถ้ามะเร็งมีการลุกลาม


คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
- ในเล็บปกติ ควรมีการรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรใช้ของมีคมขูดจมูกเล็บเพื่อให้เล็บเป็นรูปร่างสวยงามเนื่องจากเป็นการทำลายการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อราง่าย ควรมีการทาครีมบำรุงเป็นประจำเพื่อให้ผิวหนังรอบเล็บไม่แห้งเป็นขุย
- ในกรณีเล็บผิดปกติ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษามากกว่าซื้อยารับประทานหรือทายารักษาเอง
-ในกรณีที่ขอบเล็บบวมจากการระคายเคืองของสารเคมี ควรจะใส่ถุงมือป้องกันการระคายเคืองจากสารเคมีเวลาทำความสะอาดบ้าน รวมถึงเช็ดมือให้แห้ง เพื่อไม่ให้จมูกเล็บเปื่อยยุ่ยทำให้เกิดผื่นหรือการติดเชื้อได้ง่าย


Share: