บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

น้ำกัดเท้า และ น้ำกัดเล็บ

นพ. รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์

“น้ำกัดเท้า” เป็นคำที่ได้ยินกันอย่างคุ้นหูจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เพื่อสื่อถึงภาวะที่เกิดอาการลอกเป็นขุย แดง คัน ของบริเวณฝ่าเท้า ซอกนิ้ว และซอกเล็บ โดยเฉพาะช่วงเวลาหน้าฝน หรือในผู้ที่มีอาชีพเท้าต้องเปียกน้ำบ่อย ซึ่งผู้ป่วยมักเชื่อว่าเกิดจากการ “แพ้น้ำ” หรือ “เชื้อรา” ส่วนคำว่า “น้ำกัดเล็บ” เป็นคำคล้องจองกับ “น้ำกัดเท้า” หมายถึงการที่เล็บมีลักษณะผิดปกติ กล่าวคือ มีลักษณะพื้นผิวขรุขระ หนา ผุกร่อน และมีสีเปลี่ยนไป มักพบร่วมกับภาวะ “น้ำกัดเท้า”

แต่ความจริงแล้วน้ำไม่สามารถกัดได้ทั้งเล็บหรือเท้า แต่ที่คนทั่วไปเข้าใจดังกล่าว เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นมักพบในฤดูน้ำท่วม ทำให้เท้าชื้นแฉะได้ง่าย ซึ่งปกติน้ำมีคุณสมบัติเป็นกลาง แต่สารที่ละลายและปนเปื้อนมากับน้ำทำให้เกิดการระคายเคือง อันเป็นที่มาของคำว่า “น้ำกัดเท้า น้ำกัดเล็บ” และยังทำให้มีโอกาสติดเชื้อราได้มากกว่าปกติ

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อราสู่บริเวณผิวหนัง หรือเล็บ ในสภาวะที่มีการอับชื้น จากการสัมผัสโดยตรงจากผู้ที่เป็นโรค หรือสัตว์เลี้ยง และอาจเกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ

อาการและอาการแสดง
โรคเชื้อราที่เท้า หรือ “ฮ่องกงฟุต” เป็นสาเหตุที่พบได้ในผู้ป่วยประมาณ 50% ที่มีผื่นคัน ลอกเป็นสะเก็ดที่เท้า โดยพบได้บ่อยบริเวณง่ามนิ้ว อาจลามมาที่ฝ่าเท้าหรือหลังเท้า ลักษณะอาการเป็นตุ่มน้ำใส แห้ง และเป็นสะเก็ดบาง ๆ แต่ถ้าพบบริเวณง่ามนิ้วที่อับชื้นมาก อาจมีการถลอกหรือแฉะ มีกลิ่นเนื่องจากการติดเชื้อแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อราที่เท้า ได้แก่ ผู้ที่มีเหงื่อออกมาก สวมใส่รองเท้าอับชื้น เป็นเบาหวาน โรคของหลอดเลือด หรือเป็นแผลที่เท้าบ่อยจากการกระทบกระแทก ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

กลากที่เท้า

โรคเชื้อราที่เล็บ มีลักษณะเล็บหนา ข้างในกลวง เปราะ แตกหัก สีขุ่นเหลืองน้ำตาล มักเริ่มจากปลายเส็บก่อนแล้วลามไปสู่บริเวณอื่น

เชื้อราที่เล็บเท้า

การวินิจฉัยโรค
จากการวินิจฉัยโรคเชื้อรา นอกจากการสังเกตดูอาการแสดงดังที่กล่าวมาแล้ว ยังต้องอาศัยการตรวจเชื้อและการเพาะเลี้ยงเชื้อทางห้องปฏิบัติการสนับสนุน จึงจะให้การวินิจฉัยที่แน่นอนได้

การวินิจฉัยแยกโรค
สาเหตุหรือโรคที่ทำให้ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้า ที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคืองหรือแพ้จากการสัมผัสกับสารเคมี
2. โรคสะเก็ดของผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคืองนั้น ที่พบบ่อยมีสาเหตุมาจากการสัมผัสกรดด่างจากการทำงาน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาซักผ้าขาว ทำให้ผิวหนังมีลักษณะแดง แห้ง ลอก และอาจแตกเป็นร่อง บางครั้งอาจกัดผิวหนังบริเวณขอบเล็บ เกิดอาการบวมแดง เจ็บหรือติดเชื้อแทรกซ้อนได้ในที่สุด

ผื่นผิวหนังอักเสบที่เกิดจากอาการแพ้สารเคมี มักเกี่ยวข้องกับอาชีพการงาน จะมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส มีน้ำเหลืองปนสะเก็ด และมีอาการคันมาก หากเป็นเรื้อรังจะทำให้ผิวหนังเป็นสะเก็ดหนา สารเคมีที่ทำให้เกิดอาการแพ้ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปูนซีเมนต์ กาว เครื่องหนัง น้ำยาย้อมผม โกรกผม ดัดผม น้ำหอม ลักษณะของผื่นจะขึ้นมากบริเวณที่มีการสัมผัส โดยเริ่มแรกอาจไม่แสดงอาการ จนกระทั่งร่างกายสร้างปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันมาต่อต้านสารนั้น จึงเริ่มมีอาการ และหากได้สัมผัสสารอีกก็จะแสดงอาการรุนแรงมากขึ้นได้

โรคสะเก็ดเงิน ดั้งเดิมเรียกว่า โรคเรื้อนกวาง มีลักษณะเป็นผื่นแดงอมส้ม สะเก็ดหนา ลอกหลุดง่าย พมบ่อยบริเวณศอก เข่า สะดือ และศีรษะ ซึ่งมีอาการคล้ายรังแค แต่สะเก็ดหนากว่า บางครั้งสะเก็ดเงินอาจมีตุ่มหนอง หรือมีอาการปวดข้อร่วมด้วยได้

การรักษา
การรักษาเชื้อราที่เท้าโดยวิธีมาตรฐาน นิยมเริ่มจากการใช้ยาต้านเชื้อราทาบริเวณผื่นและผิวหนังรอบ ๆ ต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 - 4 สัปดาห์ แล้วแต่ชนิดของยาที่ใช้ ส่วนการรักษาเชื้อราที่เล็บโดยการทายาทั่วไปนั้นไม่ได้ผล เพราะยาไม่สามารถซึมผ่านไปยังใต้เล็บได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยาต้านเชื้อราชนิดกินเสมอ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่เดิมการรักษาด้วยยากิน จำเป็นต้องกินยาหลายครั้งในแต่ละวัน และเป็นเวลานานติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากขาดความอดทนและเลิกการรักษาไปกลางคัน ปัจจุบันมียาต้านเชื้อราชนิดกินแบบใหม่ ซึ่งใช้เวลาในการกินยาสั้นลง โดยกินยาเป็นช่วง ๆ เดือนละ 1 สัปดาห์ ติดต่อกัน 2-3 เดือน หรือบางชนิดกินเพียงวันละครั้งนาน 6-12 สัปดาห์ แล้วหายขาด

คำแนะนำ
เนื่องจากการรักษาแต่ละโรคจะใช้ยาที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีหากมีอาการ เชื้อราที่เท้าเป็นโรคติดต่อ เนื่องจากสะเก็ดผิวหนังที่หลุดลอกจากผู้ป่วยลงสู่พื้น สะสมบนพรม ผ้าเช็ดเท้า รองเท้า ถุงเท้า และมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมได้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้ใกล้ชิดได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการหมั่นดูแล ตรวจตราฝ่าเท้าและเล็บอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการกลับเป็นซ้ำ
Share: