บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

รู้จักครีมกันแดด

ศ. นพ. ประวิตร อัศวานนท์

หัวหน้าสาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในแสงแดดนั้น มียูวีหรืออัลตราไวโอเลตอยู่ ยูวีที่ผิวโลกมี 2 ชนิด คือ ยูวีเอ และยูวีบี ยูวีบีเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหนังเกิดการไหม้แดงและมะเร็งผิวหนัง ส่วนยูวีเอก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผิวหนังได้หลายอย่างขึ้น

sunscreen ไม่ใช่ sunblock

ครีมกันแดด โลชั่นกันแดด ยูวีชีลด์ สารพัดชื่อเหล่านี้ไม่ใช่กระดาษแข็ง ผ้าทึบแสง ไม้กระดาน เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถ “block” แสงแดดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แค่ “กรอง” แสง “สะท้อน” แสง ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีตัวเลขกำกับ บอกว่าสารกันแดดแต่ละตัวนั้น กันแดดได้ดีมากน้อยเพียงใด ตัวเลขที่เราคุ้นเคยกันดี ในแง่ประสิทธิภาพการ “กันแดด” ของ sunscreen ก็คงเป็น SPF หรือ sun (burn) protection factor

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาห้ามใช้คำว่า “sunblock” แต่ให้เรียกสารกันแดดว่า “sunscreen” ด้วยเหตุผลที่กล่าวแล้วข้างต้น คือ ไม่มีสารอะไรที่ “block” แสงแดดได้ 100% คำอื่นๆ ที่ FDA ห้ามใช้ก็คือ “waterproof” “sweat-proof” และ “all-day protection

SPF

คำถามที่พวกเรามักจะถามกันบ่อยที่สุดก็คือ จะใช้ครีมกันแดดที่มี SPF หรือ sun (burn) protection factor สูงสักเท่าไรดี 10 พอมั้ย หรือจะ 15 หรือจะใช้สูงๆเช่น 60 ไปเลย

SPF เป็นตัวบอกประสิทธิภาพในการกันการไหม้แดง (sunburn) จากแสงแดด ถ้าปรกติเราตากแดด 10 นาทีแล้วมีอาการแดง เมื่อทาครีมกันแดดที่มี SPF 10 ก็ควรจะทำให้ผิวเราทนแดดได้นานขึ้นเป็น 100 นาที ผิวถึงจะแดง

SPF จึงเป็นตัวบอกประสิทธิภาพของครีมกันแดดในการป้องกันยูวีบีเป็นหลัก แต่ไม่ได้บอกว่ามันกันยูวีเอได้เท่าไร เพราะฉะนั้นเราจะเห็นครีมกันแดดใหม่ๆมีตัวเลขบอกทั้ง SPF และมีศัพท์แปลกๆเช่น PPA, PFA, PA ซึ่งเป็นตัวบอกประสิทธิภาพในการป้องกันยูวีเอควบคู่กัน วิธีการทดสอบยูวีเอ ยังไม่มีมาตรฐานที่ทำเหมือนกันกับ SPF ดังนั้นค่าของ PPA, PFA, PA จึงมักบอกเป็นหนึ่งบวก, สองบวก, สามบวก หรือบางประเทศก็ใช้รูปดาวบอกเป็นหนึ่งดาวจนถึง 4 ดาว เป็นต้น

กลับมาถึงคำถามของเราว่าจะต้องใช้ SPF เท่าไร อันนี้ก็ขึ้นกับ life style และขึ้นกับว่าจะใช้ครีมกันแดดป้องกันอะไรเป็นหลัก ถ้าเป็นสาวหรือหนุ่มออฟฟิศที่ขยันมาก มาทำงานแต่เช้าประเภทก่อนไก่โห่ ก่อนพระบิณฑบาต ทานข้าวกลางวันในออฟฟิศ กลับบ้านตอนมืดแล้ว อาจจะทาครีมกันแดดครั้งเดียวตอนเช้า ใช้ SPF 10-15 ก็เกินพอ แต่ถ้าเป็นคนซึ่งรักชีวิตเอ๊าท์ดอร์ ต้องคุม Site ก่อสร้าง ต้องอยู่ในรถนานๆ คงต้องใช้ครีมกันแดดซึ่งมี SPF สูงกว่านี้ เลือกตัวที่กันยูวีเอได้ด้วย และที่สำคัญคือต้องทาซ้ำบ่อยๆด้วยถ้ายังโดนแดดต่อเนื่องนานๆ

UVA

ทีนี้เจ้ายูวีเอนี่ก็ใช่ว่าจะปราศจากพิษสง ปัจจุบันเรารู้ว่ามันเป็นตัวการที่ทำให้เกิดฝ้า กระ รอยเหี่ยวย่น หรือแม้กระทั่งมะเร็งผิวหนังบางชนิด

ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ยูวีเอนั้นทะลุผ่านกระจกได้ ในขณะที่ยูวีบีไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นแปลว่า แม้จะนั่งอยู่ในรถเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ยูวีเอก็สามารถผ่านเข้ามาทำให้เกิดฝ้า เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้สบายมาก ยูวีนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับความร้อนเลย เพราะฉะนั้นแม้จะเปิดแอร์ก็ไม่ได้ช่วย

ต้องทาครีมกันแดดทุกวันหรือไม่

การทาครีมกันแดดที่เหมาะสมให้ติดเป็นนิสัย จะเป็นเครื่องปกป้องผิวคุณภยันตรายต่างๆ รอบตัวได้อย่างดีเยี่ยม มีงานวิจัยที่พบว่าถ้าทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ จะป้องกันอันตรายจากแสงแดดได้ดีกว่าทาบ้างไม่ทาบ้าง ประเภทนึกได้เมื่อไหร่ก็ทา แบบที่หลายคนทำกัน

ทาหนาแค่ไหน

สำหรับการทดสอบ SPF องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ให้ทาครีมกันแดดในปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรของผิวหนัง เมื่อทำการทดสอบ ปริมาณขนาดนี้ค่อนข้างเยอะ ถ้าหากทาทั้งตัวแปลว่าต้องใช้ครีม 30 กรัม หรือ หลอดกว่าๆถ้าใช้หลอดขนาดย่อมๆ โดยปรกติเราไม่ได้ทาหนาขนาดนี้ คนทั่วไปจะทาประมาณ 0.5 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตรหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งทำให้ค่า SPF ลดลงอย่างมาก

ต้องทาซ้ำจริงหรือ

การที่ครีมกันแดดต้องมีเนื้อที่ค่อนข้างเหนียวนั้นก็เพื่อทำให้มันเกาะกับผิวหนังได้ดีขึ้น เมื่อออกกำลังกาย เล่นกีฬากลางแจ้ง แล้วเหงื่อออก หรือแม้กระทั่งเล่นกีฬาทางน้ำ ก็ยังคงเกาะอยู่กับผิวหนังได้ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นข้อดีแต่ผู้บริโภคมักจะไม่ชอบ เพราะมันเหนียวเหนอะหนะเกินไป

การเลือกครีมกันแดด จึงต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์และสภาพผิวเป็นสำคัญ เช่น ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องเพิ่มค่า SPF ให้สูงขึ้นกว่าปรกติ และเลือกเนื้อครีมแบบเจลซึ่งมีส่วนผสมของน้ำ

อื่นๆ

-ที่อยากเน้นนิดหนึ่งคือการป้องกันแดดด้วยวิธีอื่นๆก็สำคัญไม่แพ้การใช้ครีมกันแดด เพราะฉะนั้น จะแพ็คกระเป๋าครั้งต่อไปก็อย่าลืมหมวก แว่นกันแดด และเสื้อผ้าที่ไม่เปิดเผยผิวหนังมากเกินไปจะได้ใช้ชีวิตเอ๊าท์ดอร์กันอีกนานๆ

-หลีกเลี่ยงแสงแดดช่วง 10.00-16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มียูวีทุกชนิดในปริมาณสูงมาก

-นอกจากพึ่งครีมกันแดดอย่างเดียวแล้ว ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอื่นๆ ก็ช่วย ได้แก่ โคเอนไซม์ คิวเทน (Co-enzyme Q10) สำหรับริ้วรอยที่สูญเสียความชุ่มชื้น สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี ชาขาว ชาเขียว ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะรอบตัว

-อย่ากระหน่ำความเสื่อมใส่หน้าของคุณ ทั้งควันบุหรี่ แสงแดด และการอดนอน หากคุณดูแลตัวเองดี รับประทานอาหารถูกสุขลักษณะ หมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นการซื้ออนาคตที่สดใสให้ตัวเอง

Share: