บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ลมพิษ

นพ. จินดา โรจนเมธินทร์
รองผู้อำนวยการ สถาบันโรคผิวหนัง
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ลมพิษ (urticaria) ถ้าเป็นแล้วหายภายใน 6 สัปดาห์จะเป็นชนิดเฉียบพลัน แต่ถ้าเป็นแล้วไม่หายหรือเป็น ๆ นาน ๆ เกิน 6 สัปดาห์จะเรียกว่าชนิดเรื้อรัง ทั้งนี้กรณีเป็นชนิดเฉียบพลัน ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุ พอแก้ที่สาเหตุก็จะหายไป แต่แบบเรื้อรังบางทีไม่มีสาเหตุ หรือสาเหตุแก้ไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นแบบเรื้อรัง

สาเหตุ
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์จะต้องแยกให้ได้ก่อนว่าเป็นชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ถ้าเป็นชนิดเฉียบพลันส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น กินอาหารที่ไปกระตุ้นทำให้เกิดลมพิษ พองดอาหารหรืออาหารที่กินเข้าไปถูกขับออกไปหมด อาการลมพิษก็จะดีขึ้น หรือการกินอาหารหมักดอง อาจจะไปกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้ รวมไปถึงอาหารทะเลและการมีพยาธิในร่างกาย


ส่วนชนิดเรื้อรัง 90% จะหาสาเหตุไม่เจอ แต่อีก 10 % อาจจะมีสาเหตุบางอย่าง อาทิ มีการติดเชื้อซ่อนเร้นในร่างกาย เช่น มีฟันผุ ในคนที่เป็นลมพิษเรื้อรัง หากมาพบแพทย์ อาจจะต้องให้ไปตรวจฟันก่อน เพราะถ้าฟันผุ แบคทีเรียจะสร้างท็อกซิน กระตุ้นให้เกิดลมพิษอาการไม่หายได้ หรือบางคนอาจติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง เช่น ท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ผู้หญิงบางคนมีการติดเชื้อในช่องคลอด ก็จะทำให้เป็นลมพิษเรื้อรังได้ ในขณะที่บางคนเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ก็จะเกี่ยวกับลมพิษ ดังนั้นถ้าเป็นชนิดเรื้อรังต้องหาสาเหตุการติดเชื้อก่อน

การรักษา
การรักษาในกรณีหาสาเหตุได้ก็แก้ที่สาเหตุก่อน เช่น ฟันผุก็อุดฟัน มีพยาธิก็ไปรักษา ลมพิษก็จะหายไปเอง ถ้าหาสาเหตุไม่เจอ แพทย์จะให้ยากิน น้อยรายที่จะต้องฉีดยาแก้ลมพิษ


อย่างไรก็ตามลมพิษไม่ได้เป็นอันตราย เพียงแต่น่ารำคาญ บางทีอากาศร้อน ใส่เสื้อฟิต ๆ ผื่นลมพิษก็อาจขึ้นมาได้ ในรายที่ขึ้นบ่อย อาจจะต้องกินยาดักไว้ แต่ถ้านาน ๆ ขึ้นทีก็ไม่เป็นไร


ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
31 พฤษภาคม 2557
Click

Share: