บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

เรื่องที่ทุกบ้านควรรู้เกี่ยวกับ "ครีมทากันแดด"

รศ. นพ. นภดล นพคุณ
นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย
หัวหน้าสาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เชื่อว่าทุกบ้านต้องการมีสุขภาพผิวที่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้คนเราเน้นบำรุงผิวมากกว่าการปกป้องผิว โดยหารู้ไม่ว่า ผิวของคนเราถูกทำร้ายจากสิ่งเร้าภายนอกอยู่ตลอดเวลา และหนึ่งในวายร้ายทำลายผิวของเราก็คือ "แสงแดด" นั่นเอง

ดังนั้น การรู้จักปกป้องผิวเป็นสิ่งจำเป็น และผลิตภัณฑ์กันแดดก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่หลาย ๆ บ้านนิยมเลือกใช้ เพราะสร้างความมั่นใจได้มากเวลาพาผิวออกไปเผชิญกับแสงแดด แต่ทว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ ยังมีหลายเรื่องที่บางบ้านอาจยังไม่ทราบ ซึ่งส่งผลให้การเลือกใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร


การปกป้องผิวให้มีสุขภาพดี เรื่องความเข้าใจถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดในการป้องกันรังสี UV เป็นสิ่งจำเป็น ส่วนใหญ่เราคงคุ้นเคยกับค่า SPF หรือค่าการป้องกันแสงแดด เช่น ถ้าเคยตากแดดแล้วผิวไหม้แดง ในเวลา 15 นาที หากทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี SPF = 6 ก็จะปกป้องผิวได้ 6 เท่า หรือผิวจะไหม้แดงในเวลา 90 นาที (6x15 = 90) ถ้าค่า SPF = 8 ผิวจะไหม้ในเวลา 2 ชั่วโมง (8x15 = 120)

แต่สำหรับการปกป้องผิวจากรังสี UVA ให้ดูที่ค่า PPD หรือ Persistent Pigment Darkening ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดค่ากันแดดที่ป้องกัน UVA ที่เป็นตัวการในการทำให้ผิวดูแก่ และสีคล้ำขึ้นนั่นเอง พูดกันง่าย ๆ ก็คือ ถ้าทากันแดดที่มีค่า PPD 10 คุณสามารถทนแดดได้มากกว่าผิวที่ไม่ทา 10 เท่า แต่ในบางประเทศอย่างญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ใช้ค่า PPD แต่ว่าใช้ค่า PA เป็นระดับการวัดค่าป้องกัน UVA ค่าสูงสูดในมาตรฐาน PA คือ PA+++ ซึ่งเมื่อเทียบกับมาตรฐาน PPD ค่า PA+++ คือ > 8 ขึ้นไป

ดังนั้น หากต้องการปกป้องผิวจากรังสี UVA ก็ควรหาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า PPD สูง ๆ มาใช้ ไม่ควรดูที่ค่า SPF อย่างเดียว เพราะค่า SPF เอาไว้วัดค่าการปกป้องรังสี UVB ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวในระยะยาวน้อยกว่า UVA สังเกตได้ง่าย ๆ ถ้าเห็นตัวอักษร UVA อยู่ในวงกลม นั่นแสดงว่าผลิตภัณฑ์กันแดดตัวนั้นสามารถป้องกันผิวจาก UVA ได้ดีระดับหนึ่งทีเดียว


ชนิด
ส่วนสารกันแดด หรือสารกรองแสงที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์กันแดดทั่ว ๆ ไปนั้น สามารถแยกสารกันแดดออกเป็น 2 ประเภท คือ chemical sunscreen ที่คอยดูดซับรังสี และทำปฏิกิริยาทางเคมี โดยเปลี่ยนแปลงให้เป็นคลื่นช่วงอื่นก่อนที่จะคายตัวออกมาจากสารกันแดด และ physical sunscreen (สารกันแดดสะท้อนแสง) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ Titanium Dioxide (TiO2), Zinc Oxide (ZnO) สามารถสะท้อนแดดได้ทั้ง UVA, UVB, visible light และ infrared light สารพวกนี้สามารถดูดซึมเข้าผิวหนังน้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ แต่สารนี้จะมีคุณสมบัติทึบแสง คือ เมื่อทาแล้วใบหน้าจะขาวมากนั่นเอง ซึ่งสารกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกัน UVA จะต้องสามารถกันรังสีช่วง 320-400 นาโนเมตรได้

โดยยากันแดดในที่เป็น chemical sunscreen มีหลายชนิด บางชนิดนั้นป้องกันได้เพียง UVA หรือ UVB เท่านั้น แต่บางชนิดสามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ซึ่งปัญหาสำคัญที่พบได้จากสารเคมีกลุ่มนี้ คือ สามารถก่อให้เกิดการแพ้ได้ หรือไม่ทนทานต่อเหงื่อหรือน้ำ และยังไม่มีความเสถียรเมื่อทำปฏิกิริยากับแสงแดดด้วย ซึ่งทำให้คนที่มีผิวระคายเคืองง่ายอาจไม่สามารถใช้ได้ จึงจำเป็นต้องมองหาบางผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ หรือส่วนผสมที่พิเศษกว่า ที่จะไม่มีผลระคายเคือง สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย

สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดดที่ป้องกัน รังสี UV ได้ดีและครอบคลุม ควรจะมีส่วนผสมของทั้ง chemical และ physical sunscreen เช่น Zinc Oxide, TiO2, Avobenzone (Parsol 1789), Mexoryl SX, Mexoryl XL, Oxybenzone เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์กันแดดในท้องตลาดที่มีประสิทธิภาพกัน UVA ได้ดี ก็จะมีสารที่กล่าวแล้วข้างต้นผสมกันอย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป ในสัดส่วนความเข้มข้นต่าง ๆ ซึ่งให้ประสิทธิภาพการปกป้องรังสี UVA ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรเลือกให้ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่าการปกป้องทั้งรังสี UVB และ UVA สูง ๆ และเหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง

ทาครีมกันแดดอย่างไรให้ถูกวิธี
คนส่วนใหญ่มักนิยมใช้ครีมกันแดดเมื่อต้องออกกลางแจ้ง หรือในช่วงหน้าร้อนที่ต้องไปทะเลเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว เราควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดในทุกวัน ให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ขึ้นอยู่กับว่ามีโอกาสสัมผัสแสงแดดมากแค่ไหน เช่น ถ้าออกจากบ้านแต่เช้ามืด กลับดึก และอยู่แต่ในตึกตลอดทั้งวัน ก็อาจใช้ครีมกันแดดเฉพาะบางวันที่จำเป็น แต่อย่าลืมว่าแสงแดดสามารถสะท้อนพื้นน้ำ พื้นทรายได้ แม้จะอยู่ในร่มก็มีโอกาสได้รับแสงอุลตราไวโอเลตอย่างแน่นอน

หลายๆ คน อาจคิดไม่ถึงว่า แสง UVA สามารถทะลุทะลวงผ่านกระจกได้ การนั่งทำงานในร่ม แต่ใกล้หน้าต่างก็มีโอกาสได้รับแสงเช่นกัน กระจกรถทั่ว ๆ ไปก็ไม่สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ ในขณะที่เราขับรถ รังสี UVA สามารถทะลุทะลวงมายังผิวเราได้ ซึ่งหลาย ๆ คน ไม่ค่อยตระหนักในเรื่องนี้เท่าไรนัก จึงอยากแนะนำว่า ถ้าเป็นไปได้ควรใช้เป็นประจำทุกวัน

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า การทาครีมกันแดดควรใช้ในปริมาณมาก ๆ เข้าไว้ เพื่อจะได้ป้องกันแสงแดดได้ดี แต่ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำว่าควรใช้ยากันแดดประมาณ 1 ข้อนิ้วชี้สำหรับทาหน้าและคอ ซึ่งควรทาอย่างน้อย 2 รอบ จึงจะสามารถป้องกันแดดได้ หากเล่นกีฬาหรือเหงื่ออออกมาก ควรทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพราะผลิตภัณฑ์กันแดดส่วนใหญ่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการทนต่อน้ำ เมื่อเราเหงื่อออก ก็หายไปหมดแล้ว ที่สำคัญไม่ควรใช้ชีวิตในที่ที่มีแสงแดดจัด และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องตากแดดจัด ป้องกันร่างกายอย่างมิดชิดด้วยเสื้อผ้า แว่นกันแดด หมวก และร่ม เลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละประเภท

แต่ก็อย่าลืมด้วยเช่นกันว่า ร่างกายยังต้องการวิตามินดีจากแสงแดดเพื่อกระดูกแข็งแรง ซึ่งทางการแพทย์ได้มีการทดลองที่พบว่าการได้รับแสงแดดเพียงไม่นาน ร่างกายก็สามารถได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ อยากฝากไว้ว่าการดูแลร่างกายให้มีสุขภาพดี จะช่วยให้มีสุขภาพผิวที่ดี ด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ทำร้ายผิวด้วยการเสพของมึนเมา หรือคาเฟอีน บวกกับการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างถูกวิธี เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพผิวที่ดีแล้ว แต่ที่สำคัญคือต้องลงมือปกป้องผิวตั้งแต่วันนี้ เพราะผิวเรามีโอกาสที่จะโดนแสงแดดทำร้ายอยู่ตลอดเวลา



ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์
10 พฤษภาคม 2554

Click

Share: