บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

เซลลูไลท์

พญ.นัทยา วรวุทธินนท์
หน่วยตจศัลยศาสตร์และเลเซอร์ผิวหนัง
สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


เซลลูไลท์ (Cellulite) หมายถึง การที่ผิวหนังชั้นบนมีการสะสมไขมันมากกว่าปกติ เมื่อดูจากภายนอกจะพบผิวหนังมีลักษณะขรุขระคล้ายผิวเปลือกส้ม เป็นก้อนนูน ไม่เรียบเนียนมักพบได้บ่อยในผู้หญิง ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ บริเวณสะโพก ต้นขา และหน้าท้องปัจจัยที่สำคัญที่กระตุ้นให้เกิดเซลลูไลท์ ได้แก่ กรรมพันธุ์ เพศหญิง เชื้อชาติ คนขาวจะพบเซลลูไลท์มากกว่าคนเอเซีย


พฤติกรรมเสี่ยงอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโอกาสเกิดเซลลูไลท์ได้ง่าย
พฤติกรรมการกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูงจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งอินซูลินซึ่งกระตุ้นการสร้างไขมันและเซลลูไลท์ พฤติกรรมขาดการออกกำลังกาย การนั่งหรือยืนนาน ๆ เป็นประจำ ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ และหญิงมีครรภ์จะมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนบางชนิด เช่น โปรแลกตินและอินซูลิน ทำให้เกิดการคั่งของน้ำ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้กระตุ้นการสร้างไขมันและเซลลูไลท์ได้

เซลลูไลท์กับไขมันต่างกันหรือไม่
เซลลูไลท์ต่างกับไขมันธรรมดาเพราะเซลลูไลท์มีความแตกต่างของโครงสร้างเนื้อเยื่อและระบบการเผาผลาญในร่างกายที่ผิดปกติ ความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนจะกระตุ้นร่างกายให้สะสมไขมัน ระบบการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองก็จะเสียไป ส่งผลให้เกิดการสะสมของของเสียและสารพิษซึ่งส่งผลต่อคอลลาเจนและอีลาสตินในโครงสร้างผิวหย่อนคล้อยเสียความยืดหยุ่น จึงทำให้ไขมันถูกดันออกสู่ชั้นผิวหนังทำให้ผิวเป็นลอนคล้ายลูกฟูกไม่เรียบดูคล้ายเปลือกส้ม

เซลลูไลท์เป็นไขมันที่มีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ เกิดเนื่องจากมีแรงดังรั้งของผิวหนังไม่ได้ช่วยรับการกระแทกเหมือนไขมันปกติ และมักพบอยู่เฉพาะบางแห่งของร่างกาย เช่น สะโพกต้นขาและหน้าท้อง เซลลูไลท์ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวเสมอไป สามารถพบได้ในผู้หญิงที่ผอม

รู้ได้อย่างไรว่ามีเซลลูไลท์หรือไม่
วิธีการตรวจสอบว่ามีเซลลูไลท์ สามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยการบีบผิวหนังบริเวณต้นขาขึ้นมาถ้าพบลักษณะ ก้อนไขมันตะปุ่มตะป่ำ ผิวขรุขระ คล้ายผิวเปลือกส้ม ให้สงสัยว่าน่าจะมี เซลลูไลท์


การรักษาและป้องกันทำอย่างไร
การรักษาเซลลูไลท์มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การทายารวมถึงเครื่องมือหัตถการต่าง ๆ ซึ่งไม่มีวิธีใดเพียงวิธีเดียวที่จะให้ผลการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพได้และผลการรักษาอาจเป็นเพียงการทำให้ลักษณะของเซลลูไลท์ดีขึ้นเล็กน้อยและผลตอบสนองการรักษาคงอยู่ได้ไม่นาน วิธีการป้องกันและรักษาเซลลูไลท์ได้แก่

1. การลดน้ำหนัก ช่วยลดปัจจัยการกระตุ้นการเกิดเซลลูไลท์ แต่ผลของการลดน้ำหนักต่อเซลลูไลท์คาดเดาได้ยาก อาจทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง พบว่าการลดน้ำหนักทำให้เซลลูไลท์ดีขึ้นได้ในคนอ้วนที่มีเซลลูไลท์ในระดับที่รุนแรง แต่การลดน้ำหนักอาจทำให้ลักษณะบุ๋มของเซลลูไลท์ดูแย่ลงได้ซึ่งรอยบุ๋มเกิดขึ้นจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แทรกอยู่ ซึ่งไม่ลดลงจากการลดน้ำหนัก

2. การใช้เครื่องมือ หัตถการต่าง ๆ
2.1 เครื่องมือที่ใช้เทคนิคการนวดและการดูด เพื่อสลายเซลลูไลท์ ซึ่งอาจมีผลดีต่อการจัดเรียงตัวของชั้นไขมันและทำให้ระบบไหลเวียนของน้ำเหลือง ดีขึ้นอาจช่วยลดขนาดของต้นขาได้

2.2 การดูดไขมัน แม้ว่าจะช่วยลดชั้นไขมันในระดับลึกแต่ไม่แนะนำให้ใช้ ในการรักษาเซลลูไลท์ เพราะเซลล์ไขมันเซลลูไลท์อยู่ชิดกับผิวหนังใต้ชั้นหนังแท้ การดูดไขมันที่ชิดกับผิวหนังส่งผลเสียทำให้ผิวหนังที่อยู่เหนือบริเวณที่ดูดไขมันตายได้ เพราะเป็นหัตถการที่อาจมีการทำลายเส้นเลือดนอกจากนั้น การดูดไขมันอาจทำให้ลักษณะบุ๋มของเซลลูไลท์ดูแย่ลงได้

2.3 การตัดผังผืดใต้ผิวหนัง (subcision) เป็นหัตถการที่ใช้เข็มเบอร์16 หรือ18 ตัดเนื้อเยื่อพังผืดที่แทรกอยู่ระหว่างกลุ่มเซลล์ไขมันจึงช่วยทำให้ลักษณะบุ๋มของเซลลูไลท์อาการดีขึ้นได้ แต่ผลการรักษาในระยะยาวยังไม่เป็นที่แน่นอน เพราะสาเหตุของการเกิดเซลลูไลท์มีความสลับซับซ้อนไม่ได้เกิดจากการเนื้อเยื่อพังผืดเพียงสาเหตุเดียว

2.4 การฉีดสารสกัดและวิตามินชนิดต่าง ๆ เข้าไปที่ใช้ไขมันใต้ผิวหนังเพื่อช่วยสลายเซลล์ไขมันเป็นการรักษาที่ยังไม่มีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐาน นอกจากนั้นมีรายงานความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดสาร phosphotidylcholineได้แก่ การอักเสบของชั้นไขมัน การตายของเซลล์ไขมัน รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดอาการบวม เลือดออก การติดเชื้อ การแพ้สารที่ฉีด เป็นต้น

2.5 คลื่นความถี่วิทยุ เป็นเครื่องมือที่ใช้หลักการของการปล่อยพลังงานในช่างคลื่นความถี่วิทยุ ในรูปของกระแสไฟฟ้าที่สามารถผ่านทะลุผิวชั้นบนเพื่อไปเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในชั้นที่ลึกลงไป ความร้อนที่สร้างขึ้นทำให้เกิดการทำลายไขมันและ เนื้อเยื่อพังผืดที่แทรกอยู่ระหว่างกลุ่มเซลล์ไขมันเลเซอร์นอกจากจะช่วยให้เกิดการสลายไขมันเฉพาะที่แล้วการใช้เลเซอร์ในพลังงานที่ต่ำยังมีคุณสมบัติช่วยในเรื่องการหายของแผลและลดการอักเสบเรื้อรังซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดเซลลูไลท์

2.6 คลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound) สามารถกระตุ้นให้เกิดการสลายไขมันจาก 3 กลไกได้แก่ การเกิดโพรงอากาศในของเหลว การแตกสลายของเซลล์ไขมัน และการทำลายจากความร้อน ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดแผลและผลของความร้อนลงได้ลึก สามารถใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ ได้ แต่ยังไม่มีงานวิจัยรับรองอย่างชัดเจน

2.7 เครื่องเลเซอร์สลายเซลล์ไขมันร่วมกับการทำหัตถการดูดไขมัน (lasers-assisted liposuction) วิธีการใช้เลเซอร์มาช่วยนี้มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการผ่าตัดดูดไขมันด้วยวิธีดั่งเดิม นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการกระชับคอลลาเจน ทำให้เกิดความตึงกระชับ และช่วยห้ามเลือดได้ดี เหมาะสำหรับการสลายไขมันเฉพาะที่ในบริเวณไม่กว้าง

3. การรักษาโดยใช้ยา (phamacologic agents)
3.1 ยาทาบางชนิดที่มีส่วนผสมของอะมิโนฟิลลิน (aminophylline) จะสามารถซึมผ่านเข้าชั้นผิวหนังและทำให้เกิดการสลายไขมันได้ แต่ยังไม่มีการทดลองที่พิสูจน์สมมติฐานดังกล่าว อย่างไรก็ตามมีรายงานผู้ป่วยที่ใช้การรักษานี้มีรู้สึกว่ามีอาการที่ดีขึ้น

3.2 การใช้สมุนไพรบางชนิดที่มีส่วนประกอบของเลซิติน ใบแปะก๊วย เมล็ดองุ่น แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายในท้องตลาดว่า ช่วยลดเซลลูไลท์ แต่จากการวิจัยพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในการลดเซลลูไลท์ นอกจากนั้น ข้อพึงระวังเกี่ยวกับครีมสมุนไพรต่าง ๆ คือการที่ไม่ทราบส่วนประกอบที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์ ทำให้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง มีความเสี่ยงในการเกิดอาการผื่นแพ้สัมผัสได้

3.3 การฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carboxytherapy) คือ การลดไขมันเฉพาะที่ด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปที่ชั้นไขมันพบว่าจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดการใช้ออกซิเจน ทำให้เซลล์ไขมันสลายตัวและถูกกำจัดออกตามกลไกทางธรรมชาติของร่างกาย แต่อาจต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ถ้าฉีดไม่ถูกวิธี

3.4 ครีมใหม่ ๆ ทีมีส่วนประกอบของ linoleic acid และ perilipin A ซึ่งมีผลการยับยั้งการสร้างไขมัน และกระตุ้นให้เกิดการสลายไขมัน ดังนั้นจึงอาจเป็นการรักษาใหม่ที่ค้นพบว่าอาจช่วยในการรักษาเซลลูไลท์ได้ในอนาคต
Share: