บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ผมบางศีรษะล้านจากพันธุกรรม

พญ. รัชต์ธร ปัญจประทีป
สาขาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ผมร่วงเป็นปัญหาที่พบบ่อยในคลินิกโรคผิวหนัง โดยเฉพาะภาวะผมบางศีรษะล้านจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia, AGA) ในอดีต AGA เป็นปัญหาของชาวตะวันตกมากกว่าคนไทย พบมากกว่าร้อยละ 50 ของชายชาวตะวันตกศีรษะล้านเมื่ออายุ 40-50 ปี และเพิ่มเป็นทุกคนเมื่ออายุ 80 ปี ปัจจุบันปัญหาศีรษะล้านในชายไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยที่หลายท่านผมบางก่อนวัยโดยไม่มีประวัติศีรษะล้านในครอบครัว

สาเหตุ
เกิดจากปัจจัย 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. ฮอร์โมนเพศชายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมีการสร้างฮอร์โมนชาย (testosterone) เพิ่มขึ้น ฮอร์โมนนี้จะเร่งให้อายุเส้นผมบริเวณขมับเหนือหน้าผากและกลางกระหม่อมสั้นลง เส้นผมจะหลุดร่วงเร็วขึ้น และในชายซึ่งมีพันธุกรรมศีรษะล้านยังพบว่า ต่อมผมจะมีเอนไซม์ 5a-reductase ชนิดที่ 2 ที่สามารถย่อย testosterone เป็น dihydrotestosterone (DTH) ซึ่งมีฤทธิ์ฮอร์โมนชายแรงกว่า testosterone เดิม ผมบริเวณนี้จึงผลัดก่อนกำหนดบ่อยครั้ง เส้นผมจะบางและสั้นลงตามลำดับชุดของเส้นผมและต่อมผมจะฝ่อไปในที่สุด

2. พันธุกรรมซึ่งถ่ายทอดเป็นยีนเด่น
พันธุกรรมอาจเป็นตัวกำหนดลักษณะของต่อมผม พบว่าเซลล์รากผมบริเวณขมับและกลางกระหม่อมจะมีจำนวนตัวรับสำหรับฮอร์โมนชาย (androgen receptor) สูงกว่าบริเวณท้ายทอยถึง 1.5 เท่า ทำให้เส้นผมเกิดการหลุดร่วง และบางลงตามลำดับ

3. อายุที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ภาวะที่มีการอักเสบของหนังศีรษะอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้มีผมร่วงมากขึ้นได้ เช่น ภาวะหนังศีรษะอักเสบจากเชื้อยีสต์ หรือแม้กระทั่งแสงแดด และความเครียด

ลักษณะและความรุนแรงของโรค
ในผู้ชายผมร่วงของ AGA จะมีการร่นของแนวผมด้านหน้าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แนวผมบริเวณขมับ 2 ข้าง (bilateral recession) ต่อไปยังบริเวณกลางกระหม่อม ถ้าโรคดำเนินต่อไป ผมจะบางทั่ว ๆ ศีรษะ ยกเว้นบริเวณชายผมด้านหลังและด้านข้าง (occipital and temporal area) ซึ่งจะทำให้ผมจะร่วงหมดทั้งศีรษะภายใน 15-25 ปีถัดมา แต่บางรายอาจจะร่วงหมดทั้งศีรษะอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 ปี โดยในโรคนี้ผมจะร่วงโดยเฉลี่ย ประมาณ 5% ต่อปี โดยสามารถจำแนกความรุนแรงของโรคตามการกระจายของเส้นผมเป็น 7แบบ ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 แสดงการแบ่งระยะความรุนแรงของโรคผมบางจากพันธุกรรมในผู้ชายตาม Hamilton-Norwood pattern


ส่วนโรคผมบางจากพันธุกรรมในผู้หญิงจะแตกต่างกับผู้ชาย คือ ผู้หญิงผมจะบางอยู่ที่กลางกระหม่อม หรือบริเวณแสกของผมกลางของศีรษะ โดยสามารถแบ่งตามความรุนแรงออกเป็น 3 แบบดังรูปที่ 2 ในผู้หญิงบางรายอาจพบลักษณะของผมบางบริเวณด้านหน้า อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรคในผู้หญิงจะน้อยกว่า ผมอาจบางลงแต่ไม่ถึงกับมีภาวะศีรษะล้าน

รูปที่ 2 แสดงการแบ่งระยะความรุนแรงของโรคผมบางจากพันธุกรรมในผู้หญิงตาม Ludwig pattern


แนวทางการรักษา

การรักษาภาวะผมร่วงชนิดนี้มีจุดมุ่งหมายสองประการ คือ ประการแรก เพื่อเพิ่มปริมาณเส้นผมที่มีคุณภาพดีให้มากพอที่จะคลุมหนังศีรษะได้ โดยทำให้เกิดการกระตุ้นให้มีการซ่อมแซม หรือสร้างใหม่ของต่อมขนที่แข็งแรง ประการที่สอง เพื่อชะลอการหลุดร่วง หรือบางลงของผม

ในปัจจุบันการรักษาโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ การรักษาด้วยยา และการผ่าตัดปลูกย้ายเส้นผม

1. การรักษาด้วยยา

ในปัจจุบันมียา 2 ชนิดที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาให้นำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรค AGA ในเพศชาย คือยาทา 2-5% minoxidil และยารับประทาน finasteride

Minoxidil เป็นยาลดความดันโลหิต ซึ่งพบมีผลข้างเคียงทำให้เส้นผมและเส้นขนหนายาวและดำขึ้นทั่วตัว จึงพัฒนายาในรูปแบบทาความเข้มข้นร้อยละ 2-5 ทาครั้งละประมาณ 1 มิลลิลิตรลงบนหนังศีรษะบริเวณที่มีผมบาง วันละ 2 ครั้ง พบว่าหลังทานาน 4-6 เดือน ยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นเส้นผมเดิมซึ่งมีขนาดเล็กให้มีความหนา ดำ และยาวขึ้น และทำให้ผมอยู่ในระยะเติบโตหรือมีชิวิตอยู่ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาแน่ชัดว่ายาสามารถกระตุ้นการสร้างต่อมผมใหม่ได้หรือไม่ ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือ อาการแดงคัน หรือระคายเคืองที่หนังศีรษะ ร้อยละ 6.5 และขนบริเวณหน้าผากและแก้มยาวขึ้น พบร้อยละ 3-5 ในผู้ป่วยบางรายอาจมีผมร่วงมาขึ้นใน 4-6 สัปดาห์แรกหลังเริ่มใช้ได้ ซึ่งจะดีขึ้นเองเมื่อใช้ยาต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าได้ผลดีจำเป็นต้องทายรักษาไปตลอดชีวิต

แพทย์บางท่านอาจพิจารณาจ่ายยา minoxidil ในรูปแบบรับประทาน ขนาดวันละ 2.5 - 5 มิลลิกรัม ให้กับผู้ป่วยบางราย เนื่องจากยารับประทานเห็นผลการรักษาชัดเจนกว่ายาทา อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ทานยาจะพบขนดกขึ้นทั่วร่างกาย ร้อยละ 10 พบมีอาการบวมที่เท้าซึ่งมักเป็นชั่วคราว และอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและความดันโลหิตในผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติอยู่เดิม

Finasteride ยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต แต่ได้ผลดีในการรักษาโรคผมบางจากพันธุกรรมด้วยโดยยาทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5a-reductase ชนิดที่ 2 ทำให้ฮอร์โมนเพศชาย dihydrotestosterone (DHT) บริเวณหนังศีรษะและต่อมขนมีปริมาณลดลง ขนาดยาที่แนะนำให้ใช้ในผู้ชาย คือ 1 มิลลิกรัมต่อวัน ได้ผลดี สามารถลดการหลุดร่วง และเพิ่มจำนวนเส้นผมได้ เส้นผมใหม่มีเส้นหนา จากการศึกษาระยะยาวเปรียบเทียบกับยาหลอกพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา finasteride มีจำนวนเส้นผมต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกมีเส้นผมลดลง โดยผมเพิ่มขึ้นชัดเจนหลังการรักษาใน 12 เดือน และคงอยู่ต่อเนื่องนาน 2-5 ปี นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มผมบริเวณเหนือหน้าผาก (frontal hair line) ได้ด้วย ผลข้างเคียงของยาพบได้น้อย พบมีความรู้สึกทางเพศลดลง พบร้อยละ 0.3-3 แต่ไม่มีผลต่อการสร้างสเปริม์ และยาไม่ผ่านไปยังน้ำเชื้อ ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาจึงสามารถมีบุตรได้ เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยมาก ไม่มีผลต่อต้านกับยาอื่น (drug interaction) ไม่มีผลต่อการทำงานของตับ ไต ไขกระดูก แม้จะถูก metabolized ที่ตับก็ตาม อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายหลังรับประทานยาต่อเนื่องไปนาน 5-10 ปี พบเส้นผมจะค่อย ๆ ลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไปตามวัย

โดยยานี้ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้หญิง เพราะ
ถ้าให้ในผู้หญิงและเกิดตั้งครรภ์ ถ้าทารกในครรภ์เป็นผู้ชาย อาจทำให้เกิดอวัยวะเพศผิดปกติหรือมีอวัยวะเพศกำกวม (abnormalities of the genitals) ได้

ในผู้หญิงมีเฉพาะยา topical 2% minoxidil เท่านั้นที่ได้รับการรับรองให้ใช้รักษาโรค

ส่วนยาอื่น ๆ ที่มีการนำมาใช้กัน ได้แก่กลุ่มต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย (antiandrogen) เช่น spironolactone ในขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน, ยาคุมกำเนิดชนิด cyproterone acetate และการให้ฮอร์โมนทดแทน

การใช้แสงเลเซอร์ความเข้มข้นต่ำ และการรักษาด้วยเลเซอร์กระตุ้นรากผม แต่ผลการรักษายังไม่แน่นอน และมีความแตกต่างกันไป


2. การผ่าตัดปลูกผม

เป็นการผ่าตัดย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณท้ายทอย ปลูกทดแทนผมบริเวณด้านหน้าหรือตรงกลางที่ร่วงหรือบางไป แก้ปัญหาศีรษะล้านได้ การผ่าตัดปลูกผมในปัจจุบันนี้ได้ผลดีและปลอดภัย ผมที่ปลูกจะอยู่ถาวรและเป็นธรรมชาติ เนื่องจากเป็นผมของตัวเองไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน สามารถสระ โกรก ย้อมหรือดัดได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามการปลูกผมมีค่าใช้จ่ายสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีความเหมาะสมที่จะทำหรือไม่
Share: