บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน

ศ. นพ. สมยศ จารุวิจิตรรัตนา


ความผิดปกติของผมที่เป็นเรื่องวิตกกังวลและมักจะได้ยินเสียงบ่นจากผู้คนจำนวนมาก ได้แก่ ผมร่วง ผมบาง และศีรษะล้าน ก่อนที่จะกล่าวถึงความผิดปกติในเรื่องนี้ คงต้องมาให้คำนิยามก่อน

ผมร่วง
เมื่อเส้นผมเริ่มงอกออกจากหนังศีรษะ จะมีอายุโดยเฉลี่ย 3 ปี เมื่อหมดอายุแล้วเส้นผมจะหลุดร่วงจากหนังศีรษะ หลังจากนั้นจะมีเส้นผมงอกขึ้นมาใหม่จากรากผมเดิม ดังนั้นการที่มีผมร่วงจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคน แต่ก็มีบางคนที่เกิดอาการผมร่วงผิดปกติได้ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

ผมบาง
หมายถีง เส้นผมบนหนังศีรษะมีความหนาแน่นน้อยลง หรือเส้นบางลง จนเห็นหนังศีรษะ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากผมร่วงผิดปกติ

ศีรษะล้าน
หมายถึง หนังศีรษะไม่มีเส้นผมเหลืออยู่ หรือมีเส้นผมน้อยมาก อาจเกิดจากผมร่วงผิดปกติ หรือผมบางลงอย่างรุนแรง

เมื่อไรถึงถือว่าผมร่วงผิดปกติ
เส้นผม คือ ใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากต่อมผมของผิวหนัง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า เคอราตินอย่างแข็ง (hard keratin) เนื่องจากต่อมผมไม่ได้สร้างเส้นผมอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยไม่สิ้นสุด เมื่อเส้นผมงอกไปจนมีความยาวได้ขนาดหนึ่งต่อมผมก็จะหยุดสร้างเส้นผม แล้วเส้นผมก็จะหลุดร่วงไป จากนั้นจะมีเส้นผมงอกขึ้นมาใหม่ที่ต่อมผมเดิม ดังนั้นเราทุกคนหนีไม่พ้นที่ผมจะหลุดร่วงไปเป็นธรรมดา เนื่องจากเรามีเส้นผมอยู่ถึงประมาณ 100,000 เส้น เราจึงไม่ค่อยรู้สึกกับการหลุดร่วงของเส้นผมในแต่ละวัน ซึ่งตามปกติอาจจะร่วงได้ถึงวันละ 100 เส้น ดังนั้นถ้าท่านมีอาการผมร่วงแต่ไม่ถึงวันละ 100 เส้น ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลเพราะยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นแต่ว่าผมที่ร่วงนั้นหลุดมาจากบริเวณเดียวกันของหนังศีรษะจนเห็นศีรษะล้านเป็นหย่อม ๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

ผมร่วงเกิดได้อย่างไร
สาเหตุของผมร่วงแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ โรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ สำหรับโรคติดเชื้อสำคัญที่ทำให้ผมร่วง ได้แก่ โรคเชื้อรา และโรคซิฟิลิส ส่วนกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของผมร่วงที่พบบ่อยได้แก่ ผมบางแบบพันธุกรรม ผมร่วงหลังไข้และหลังคลอด โรคผมร่วงหย่อม และโรคชอบถอนผม

ผมร่วงในกลุ่มโรคติดเชื้อนี้มีความสำคัญ ต้องทำการวินิจฉัยให้ได้ถูกต้อง เพราะหากให้ยาฆ่าเชื้อตรงตามสาเหตุแล้ว ผู้ป่วยจะหายจากโรคได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ต่อไปจะกล่าวถึงโรคผมร่วงแต่ละอย่างที่พบบ่อยดังกล่าวข้างต้น

1. เชื้อราที่หนังศีรษะ (tinea capitis)
หมายถึงโรคติดเชื้อรา dermatophyte ที่หนังศีรษะและเส้นผม

สาเหตุ
เชื้อรากลุ่มที่ทำให้เกิดโรคที่เส้นผม ได้แก่ Microsporum spp. และ Trichophyton spp.

อาการและอาการแสดง
โรคนี้พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ลักษณะทางคลินิกของโรคเชื้อราที่หนังศีรษะมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคและภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย บางรายอาจจะไม่มีอาการหรือมีอาการคัน อาการแสดงบางรายอาจมีผิวหนังอักเสบเล็กน้อย เป็นผื่นแดงมีขุย (ดังรูปที่ 1) หรือบางรายอาจจะมีอาการอักเสบมากจนมีตุ่มหนองหรือบวมมากเหมือนเป็นฝีที่เรียกว่าชันนะตุ (ดังรูปที่ 2) โดยที่เส้นผมบริเวณที่ติดเชื้อร่วงหลุดไปเป็นหย่อม ๆ บางรายอาจเห็นผมร่วงเป็นหย่อมโดยไม่มีอาการอักเสบ แต่เส้นผมหักจนเห็นเป็นจุดดำ ๆ บริเวณที่ติดเชื้อรา (ดังรูปที่ 3)


รูปที่ 1 ผมร่วงจากโรคเชื้อรา หนังศีรษะมีอาการคัน แดง เป็นขุย



รูปที่ 2 ผมร่วงจากโรคเชื้อรา หนังศีรษะมีอาการอับเสบเป็นตุ่มหนอง เรียกว่า ชันตุ


รูปที่ 3 ผมร่วงจากโรคเชื้อรา หนังศีรษะไม่มีอาการอักเสบ เห็นตอผมที่เกิดจากผมหักเป็นจุดดำ ๆ

การวินิจฉัยโรค
ผู้ที่เป็นโรคเชื้อราที่หนังศีรษะจะมีอาการและอาการแสดงดังกล่าวข้างต้นเราจะยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วยการนำขุยที่หนังศีรษะและหรือเส้นผมมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทัศน์ และนำมาเพาะเชื้อรา

การวินิจฉัยแยกโรค
อาจต้องแยกโรคจากโรคติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ฝี แผลพุพอง (impetigo) โรคชอบถอนผม และโรคผมร่วงหย่อม

การรักษา
โรคผมร่วงจากเชื้อรารักษาได้โดยการรับประทานยาต้านเชื้อรา ซึ่งต้องรับประทาน 1-2 เดือน เป็นอย่างน้อย

การพยากรณ์โรค
โรคผมร่วงจากเชื้อราที่มีอาการอักเสบไม่มากภายหลังการรักษาผมจะขึ้นได้ตามปกติ แต่ในรายที่มีการอักเสบมากจนต่อมผมถูกทำลายไป เช่นในกรณีของชันตุ เมื่อรักษาจนเชื้อราหายแล้ว อาจจะเกิดรอยผมร่วงที่มีแผลเป็น โดยไม่มีผมขึ้นมาในบริเวณนั้นอีกเลย

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อราจากผู้ป่วย ไม่ควรใช้สิ่งของเช่น หวี แปรง หมวก ร่วมกับผู้อื่น

2. โรคซิฟิลิส (syphilis)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ทริโพนีม่า พาลิดัม (Triponema pallidum)

อาการและอาการแสดง
ภายหลังได้รับเชื้อซิฟิลิส ระยะฝักตัวของโรคใช้เวลา 9-90 วัน จะเกิดโรคซิฟิลิสระยะแรกโดยมีแผลไม่เจ็บบริเวณอวัยวะเพศภายใน 7-10 วันหลังจากเกิดแผล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตแต่ไม่เจ็บ ถ้าได้รับการรักษาแผลจะหายภายใน 1-2 สัปดาห์ หากไม่ได้รับการรักษาแผลหายเองได้ภายใน 3-6 สัปดาห์ ระยะที่สองของซิฟิลิสเกิดภายหลังเกิดแผล 3-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจจะมีผื่นขึ้นตามตัว แขน ขา ฝ่ามือและฝ่าเท้าร่วมด้วย ที่เรียกกันว่า ออกดอก ผมร่วงเป็นอาการแสดงอย่างหนึ่งที่พบในระยะที่สองของโรคซิฟิลิส ลักษณะผมร่วงอาจจะเป็นทั่วศีรษะหรือเป็นหย่อมคล้ายถูกมอดแทะ (ดังรูปที่ 4) นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก


รูปที่ 4 ผมร่วงจากโรคซิฟิลิสในระยะที่สอง มีลักษณะผมร่วงเป็นหย่อมๆคล้ายถูกมอดแทะ

การวินิจฉัยโรค
ลักษณะเฉพาะของผมร่วงจากการติดเชื้อซิฟิลิส คือ มีผมร่วงเป็นหย่อม ๆ เหมือนมอดแทะจะช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่มีผู้ป่วยจำนวนมากผมร่วงจะเป็นทั่วหนังศีรษะแบบไม่จำเพาะ ประวัติมีแผลหรือเคยมีแผลไม่เจ็บบริเวณอวัยวะเพศ และผื่นในระยะที่สองของซิฟิลิสจะช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่ที่สำคัญและมีความจำเป็น คือ การตรวจเลือดเพื่อหาผลบวกของการติดเชื้อซิฟิลิสเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

การวินิจฉัยแยกโรค
ต้องวินิจฉัยแยกโรคจาก ผมร่วงหย่อม และโรคเชื้อราที่หนังศีรษะ

การรักษา
ผมร่วงชนิดนี้จะต้องรักษาโรคซิฟิลิสให้หาย โดยการฉีดยาเพนนิซิิลิน

การพยากรณ์โรค
ผมร่วงจากโรคซิฟิลิสนั้นถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อย แต่มีความสำคัญมากเพราะอาการผมร่วง ถึงแม้ไม่ได้รับการรักษาผมก็จะขึ้นมาได้เองเป็นปกติ ถ้าหากว่าผู้ป่วยไปซื้อยารักษาผมร่วงที่ไม่มีผลในการฆ่าเชื้อซิฟิลิสมาทาแล้วผมขึ้น ก็จะเข้าใจผิดว่าหายจากโรคแล้ว นับว่าเป็นอันตรายมาก เนื่องจากเชื้อซิฟิลิสจะลุกลามต่อไป จนมีการทำลายระบบประสาทและหัวใจ ทำให้เป็นอัมพาต ลิ้นหัวใจรั่ว หรือเส้นเลือดโป่งพองได้

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
ผู้สัมผัสโรคและคู่สมรสต้องมารับการตรวจรักษาด้วย

3. ผมบางแบบพันธุกรรม (androgenetic alopecia)
ผมบางชนิดนี้เป็นปัญหาผมบางจนถึงศีรษะล้านที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากเส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ในแต่ละรอบนั้นมีขนาดเล็กลง จนกลายเป็นเส้นขน ทำให้ความหนาแน่นของเส้นผมลดลงจนผมบาง และอาจเป็นมากจนศีรษะล้าน มักจะเป็นกลุ่มที่แสวงหาการรักษามากที่สุด แม้ว่าผมบางหรือศีรษะล้านชนิดนี้จะไม่มีผลต่อสุขภาพทางกาย แต่ทำให้เสียบุคลิกภาพได้มาก

สาเหตุ
ปัจจัยที่ทำให้ผมบางลงที่สำคัญ คือ เชื้อพันธุ์ ฮอร์โมนเพศชาย และอายุ

อาการและอาการแสดง
ส่วนใหญ่มักจะเริ่มผมบางในวัยกลางคนโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ อาการแสดงในเพศชายและเพศหญิงจะแตกต่างกัน

3.1 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ในผู้ชายมักจะแสดงอาการเมื่อพ้นระยะวัยรุ่นไปแล้ว แต่อาจจะเริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยผมจะบางลงเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น จะเริ่มจากชายผมด้านหน้าบริเวณขมับเลื่อนขึ้นไปจากเดิมทั้ง 2 ด้าน (ดังรูปที่ 5) ร่วมกับผมบริเวณกระหม่อมบางลง (ดังรูปที่ 6) เมื่ออายุมากขึ้นบริเวณที่ผมบางลงนี้จะขยายวงจนชนกัน ทำให้ศีรษะล้าน (ดังรูปที่ 7-10) แต่มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งของผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชายที่แนวชายผมด้านหน้าจะเลื่อนขึ้นไปตลอดทั้งแนว (ดังรูปที่ 11-12) มีน้อยรายที่จะมีผมเหลืออยู่ตรงกลางแนวชายผมด้านหน้า (ดังรูปที่ 13) จะเห็นได้ว่ารูปแบบของผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชายจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผมบางหรือผมร่วงจากสาเหตุอื่น การวินิจฉัยจึงไม่ยาก โดยเฉพาะหากมีประวัติคนในครอบครัวมีผมบางร่วมด้วยแล้ว คนทั่วไปก็วินิจฉัยได้ หากไม่เดือดร้อนก็ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ถ้าอยากจะรักษาก็ควรปรึกษาแพทย์ อย่าเชื่อคำโฆษณาของสื่อต่างๆที่มักจะไม่ได้ผลจริง


รูปที่ 5 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย เริ่มจากชายผมด้านหน้าบริเวณขมับทั้งสองข้างลึกขึ้นไป



รูปที่ 6 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ผมบริเวณหนังศีรษะกลางกระหม่อมบางลง



รูปที่ 7 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ผมที่บางลงบริเวณกระหม่อมและขมับขยายกว้างขึ้น



รูปที่ 8 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ผมบริเวณที่บางลงทั้งสองแห่งขยายมากขึ้นจนมาเชื่อมกัน



รูปที่ 9 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ผมบางลงจนศีรษะเกือบล้าน



รูปที่ 10 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ผมบางลงจนหนังศีรษะด้านบนล้าน



รูปที่ 11 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย บางรายแนวชายผมด้านหน้าจะเลื่อนขึ้นไปทั้งแนว ทำให้หน้าผากกว้าง



รูปที่ 12 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย รายนี้แนวชายผมด้านหน้าเลื่อนจนหน้าผากกว้างมาก



รูปที่ 13 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย บางรายแนวชายผมตรงกลางอาจจะยังคงอยู่ ทำให้มีปอยผมตรงกลางเหลืออยู่

3.2 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิง มักแสดงอาการในช่วงอายุ 40-50 ปี ขึ้นไปแต่มีบางรายอาจจะเริ่มตั้งแต่อายุ 25 ปี โดยเริ่มจากรอยแสกกว้างมากขึ้นหรือผมบริเวณขมับบางลง ต่อมาผมบริเวณด้านบนของศีรษะจะบางลงแต่ต้องใช้ความสังเกตจึงเห็น (ดังรูปที่ 14) ต่อมาผมจะบางลงจนเห็นได้ชัด (ดังรูปที่ 15) และในที่สุดศีรษะเกือบล้าน (ดังรูปที่ 16) จะสังเกตได้ว่าแนวชายผมด้านหน้าไม่เลื่อนขึ้นไปเหมือนในผู้ชาย และเนื่องจากผมบางจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง ก็จะมีลักษณะผมบางได้แบบเดียวกัน การวินิจฉัยจึงยากกว่าผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ควรต้องปรึกษาแพทย์เพื่อความถูกต้องในการวินิจฉัย


รูปที่ 14 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิง มักจะมีผมบางทั่วๆบริเวณหนังศีรษะด้านบน เมื่อเริ่มเป็นต้องใช้ความสังเกตุจึงเห็นว่าผมบางลง


รูปที่ 15 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิง เมื่อเป็นมากขึ้น จะเห็นว่าผมบางลงอย่างชัดเจน



รูปที่ 16 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิง รายที่เป็นมาก อาจจะบางจนหนังศีรษะเกือบล้าน

การวินิจฉัยโรค
เราสามารถวินิจฉัยโรคผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชายได้จากรูปแบบที่เฉพาะของผมบางดังกล่าวข้างต้น แต่การวินิจฉัยผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิงทำได้ยากกว่าเนื่องจากต้องวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ อีกมาก

การวินิจฉัยแยกโรค
ในผู้ชายไม่ค่อยมีปัญหาในการวินิจฉัยแยกโรค แต่ในผู้หญิงอาจจะต้องแยกออกจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ โรคโลหิตจาง โรคซิฟิลิส เป็นต้น

การรักษา
ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชายรักษาได้ผลด้วยยาทาไมน็อกซิดิล (minoxidil) และรับประทานยาฟินาสเตอไรด์ (finasteride) หรือใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของยาทั้งสองดังกล่าวก็ได้ผลดีเช่นกัน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ผมจะหนาขึ้นภายหลังจากรักษาไม่น้อยกว่า 6 เดือน (ดังรูปที่ 17-19) แต่เมื่อได้ผลแล้วต้องทายาไปเรื่อย ๆ หากหยุดยาผมจะกลับบางลงเหมือนไม่ได้รับการรักษาภายใน 6 เดือนเช่นกัน


รูปที่ 17 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ได้รับการรักษาโดยรับประทานยาฟินาสเตอไรด์และทายาไมน็อกซิดิล รับประทานยาได้ประมาณ 2 ปีเศษ แล้วรักษาต่อด้วยยาทาที่มีส่วนผสมของฟินาสเตอไรด์และไมน็อกซิดิล รูปซ้ายมือเป็นรูปก่อนการรักษา



รูปที่ 18 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชายในรายที่เป็นไม่มากทายาที่มีส่วนผสมของฟินาสเตอไรด์และไมน็อกซิดิลก็ได้ผลดี รูปซ้ายมือเป็นรูปก่อนการรักษา


รูปที่ 19 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชายรายนี้ทายาที่มีส่วนผสมของฟินาสเตอไรด์และไมน็อกซิดิลก็ได้ผลดี รูปซ้ายมือเป็นก่อนการรักษา


ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิง รักษาได้ผลด้วยยาทาไมน็อกซิดิล (minoxidil) เพียงอย่างเดียว ไม่ควรใช้ยาฟินาสเตอไรด์ไม่ว่าชนิดทาหรือรับประทาน ยังไม่มียาอื่นใด ๆ นอกจากยาไมน็อกซิดิลและฟินาสเตอไรด์ที่พิสูจน์ว่าใช้ได้ผลจริงในการรักษาผมบางแบบพันธุกรรม

การพยากรณ์โรค
ผมจะบางลงเรื่อย ๆ ตามวัยแม้ว่าจะรักษาด้วยยาดังกล่าวได้ผลแล้วก็ตาม มีบางรายที่เมื่ออายุมากขึ้น ผลการรักษาก็อาจลดลงได้

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีสมุนไพร คลื่นแม่เหล็ก แสงสี แสงเลเซอร์หรือยาบำรุงใด ๆ ที่ใช้แล้วทำให้ผมหนาขึ้นได้ในการรักษาผมบางแบบพันธุกรรม ดังนั้นไม่แนะนำให้ซื้อแชมพูหรือโลชั่น ตลอดจนยารับประทานบำรุงผมใด ๆ ที่โฆษณาว่าได้ผล รวมทั้งไม่ควรทดลองรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่มักจะโฆษณาเกินจริง

4. ผมร่วงหลังไข้และหลังคลอด (telogen effluvium)
ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่มีไข้สูงอาจจะเกิดอาการผมร่วงจนผมบางลงมาก ที่คนโบราณเรียกว่า ไข้หัวโกร๋น ภาวะผมบางแบบนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงหลังคลอดเช่นกัน

สาเหตุ
ในภาวะที่ร่างกายมีความเครียด เช่น ภายหลังจากเป็นไข้สูง ไม่ว่าจะเป็น ไข้ไทฟอยด์ ไข้มาเลเรีย ไข้เลือดออก และอื่น ๆ รวมทั้งหลังคลอด 2-3 เดือน เส้นผมที่อยู่ในภาวะเจริญเติบโต (anagen hair) ซึ่งปกติมีประมาณ 90% จะหยุดการเจริญเติบโตจนเหลือเพียง 60-70% หรือกล่าวอีกอย่างว่ามีเส้นผมที่หยุดการเจริญเติบโตและพร้อมจะร่วงไป (telogen hair) อยู่ประมาณ 30-40% ซึ่งผมในระยะนี้จะมีอายุประมาณ 3 เดือนแล้วหลุดร่วงไป

อาการและอาการแสดง
อาการแสดงที่พบจะมีผมบางทั่วไปทั้งศีรษะโดยที่หนังศีรษะดูปกติ ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่ ผมร่วงในผู้หญิงหลังคลอดหรือผู้ป่วยหลังไข้ มีลักษณะเหมือนกัน (ดังรูปที่ 20) ผู้ป่วยจะมีผมร่วงได้ถึงวันละ 150-700 เส้น แต่ผมมักจะร่วงไม่เกิน 40% ของทั้งหมด หลังจากผมร่วงหยุดแล้ว ปริมาณผมที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตจะกลับเข้าสู่ปกติหรือมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 90%


รูปที่ 20 ผมร่วงในคนไข้หลังคลอด 2-3 เดือน จะเห็นว่าผมบางลงทั่วหนังศีรษะ ลักษณะแบบนี้เห็นได้ในผู้ป่วยหลังไข้ หรือได้รับยาบางชนิด

การวินิจฉัยโรค
จากอาการแสดงที่ผมร่วงไม่เกิน 40% และหนังศีรษะปกติ นอกจากนี้สิ่งที่จะช่วยในการวินิจฉัย ได้มากก็คือ การซักประวัติเจ็บป่วยของผู้ป่วยอย่างละเอียด

การวินิจฉัยแยกโรค
โรคที่ต้องวินิจฉัยแยก ได้แก่ โรคซิฟิลิส ภาวะทุโภชนาการ ผมบางแบบพันธุกรรม

การรักษา
ไม่จำเป็นต้องรักษา ผมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเองภายใน 6 เดือน

การพยากรณ์โรค
ภาวะผมร่วงจะหายได้เอง ผมขึ้นเป็นปกติโดยไม่ต้องรักษา

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
หากแน่ใจว่ามีอาการผมร่วงเป็นจากภาวะหลังคลอดหรือหลังไข้ก็ไม่ควรวิตกกังวล ไม่ต้องไปหลงเชื่อโฆษณาที่มักจะหลอกให้ใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นผู้ป่วยในกลุ่มนี้บางรายไปซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาใช้เมื่อผมขึ้นมาเอง ก็จะรู้สึกว่ายานี้ดีทำให้ผมดกขึ้น ทั้งที่ความจริงผมขึ้นมาเองแล้วไปบอกเพื่อน ๆ ต่อ ๆ ไป จึงทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังสามารถขายได้

5. ผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata)
โรคนี้มีลักษณะผมร่วงที่พบเป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ผมร่วงอาจเป็นบริเวณเล็ก ๆ เพียงวงเดียว หลายวง จนอาจจะร่วงหมดทั้งศีรษะก็ได้โดยไม่มีอาการผิดปกติของหนังศีรษะอย่างอื่น

สาเหตุ
เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่าเกิดจากร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันผิดปกติที่ไปต่อต้านการเจริญเติบโตของต่อมผม

อาการและอาการแสดง
โรคนี้มักพบในผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ผู้ชายและผู้หญิงเป็นได้พอ ๆ กัน ตรวจพบว่ามีผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ขอบเขตชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นที่ศีรษะอาจจะเป็นวงเดียว (ดังรูปที่ 21) หรือหลายวง (ดังรูปที่ 22) หนังศีรษะบริเวณผมร่วงจะเห็นผิวหนังเลี่ยนแต่สีปกติ ไม่มีอาการอักเสบหรือเป็นขุ่ย อาจจะมีผมเหลืออยู่เป็นตอสั้น ๆ ถ้าพบลักษณะผมเส้นสั้น ๆ ไม่เกิน 0.5 เซ็นติเมตร ตรงปลายผมจะหนาและโคนผมเรียวลง (ดังรูปที่ 23) คล้ายเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่พบในโรคผมร่วงหย่อม ในระยะที่โรคยังดำเนินอยู่ ผมบริเวณรอบ ๆ รอยโรคจะหลุดได้ง่าย ในรายที่เป็นมากผมอาจจะร่วงจนหมดทั้งศีรษะ (ดังรูปที่ 24) นอกจากนี้อาจพบขนร่วงบริเวณตา คิ้ว หนวด เครา รักแร้ และหัวหน่าวได้


รูปที่ 21 โรคผมร่วงเป็นหย่อม มักไม่มีอาการ เส้นผมหลุดหมดจนเห็นหนังศีรษะเลี่ยน แต่ผิวหนังดูปกติ รายนี้เป็นวงเดียว


รูปที่ 22 โรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจจะเป็นหลาย ๆ หย่อมได้


รูปที่ 23 โรคผมร่วงเป็นหย่อม พบลักษณะผมเส้นสั้น ๆ ตรงปลายผมหนา ส่วนโคนผมเรียวเล็กลง


รูปที่ 24 โรคผมร่วงเป็นหย่อม ในรายที่เป็นมาก ผมร่วงหมดทั้งศีรษะได้

การวินิจฉัยโรค
วินิจฉัยได้จากอาการแสดงทางคลินิก และพบเส้นผมคล้ายเครื่องหมายอัศเจรีย์ดังกล่าว ในรายที่ไม่แน่ใจ การตัดผิวหนังบริเวณรอยโรคเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาจะช่วยในการวินิจฉัยได้

การวินิจฉัยแยกโรค
อาจต้องวินิจฉัยแยกโรคจาก โรคซิฟิลิส โรคเชื้อราที่หนังศีรษะ โรคชอบถอนผม

การรักษา
วิธีการที่จะรักษามีได้หลายวิธี ทั้งยาทา ยารับประทานและยาฉีด ต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย แต่มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งหายเองได้

การพยากรณ์โรค
สำหรับในรายที่เป็นครั้งแรกและเป็นไม่มากมีพยากรณ์โรคที่ดีเพราะผู้ป่วยประมาณ 30% อาจจะหายเองได้ภายใน 6 เดือน แต่โรคนี้อาจจะลุกลามจนเป็นทั่วทั้งหนังศีรษะได้ซึ่งทำให้โอกาสหายเองลดน้อยลงโดยเฉพาะในรายที่เป็นมากหรือเป็นมานาน

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
ควรได้รับการตรวจและยืนยันการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะผู้ป่วยบางรายอาการแสดงแยกกันได้ยากจากโรคซิฟิลิส ซึ่งจะมีภาวะแทรกซ้อนในภายหลังหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

6. โรคชอบถอนผม (trichotillomania)
โรคผมร่วงชนิดนี้เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมชอบดึงหรือถอนผมของตัวเอง จนเห็นหย่อมของผมร่วงมีลักษณะรูปร่างแปลก ๆ มักพบในเด็กได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่

สาเหตุ
พบใน 2 กลุ่มอายุ คือ กลุ่มหนึ่งเป็นในวัยเด็กเล็ก อีกกลุ่มหนึ่งเป็นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ในกลุ่มแรกเกิดจากนิสัยความเคยชินคล้ายการที่เด็กชอบอมหรือดูดนิ้วมือ ในกลุ่มนี้มักจะเลิกนิสัยชอบถอนผมได้ง่ายกว่า ส่วนในกลุ่มหลังเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียด มีความอยากถอนผมและหลังจากถอนผมแล้วจะหายเครียด ถือเป็นพฤติกรรมผิดปกติทางจิต มักจะรักษาให้หายได้ยากกว่า

อาการและอาการแสดง
ในเด็กเล็กมักจะพบผมร่วงในบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง (ดังรูปที่ 25) แต่ผมมักจะไม่ร่วงจนเห็นหนังศีรษะเลี่ยนเหมือนในโรคผมร่วงหย่อมยังเห็นเส้นผมเหลือเป็นตอหรือมีความยาวต่าง ๆ กัน รูปร่างของบริเวณผมร่วงจะมีรูปทรงแปลก ๆ เป็นเส้นตรงหรือเป็นเหลี่ยม ในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่บริเวณผมร่วงมักจะกว้างเกือบทั้งศีรษะเหลือแต่ขอบชายผม (ดังรูปที่ 26)


รูปที่ 25 โรคชอบถอนผม บริเวณผมร่วงจะเห็นเส้นผมที่เหลืออยู่ขนาดไม่เท่ากัน มักเป็นบริเวณด้านหน้าหรือด้านข้าง


รูปที่ 26 โรคชอบถอนผมรายที่เป็นมาก บริเวณที่เป็นจะเป็นทั่วศีรษะเหลือเพียงชายผมด้านหน้าและข้าง ๆ

การวินิจฉัยโรค
เราอาจจะวินิจฉัยได้จากประวัติและรูปร่างลักษณะของบริเวณผมร่วง

การวินิจฉัยแยกโรค
ต้องวินิจฉัยแยกโรคจาก โรคซิฟิลิส โรคเชื้อราหนังศีรษะ โรคผมร่วงหย่อม

การรักษา
เพียงแนะนำและคอยเตือนให้เลิกพฤติกรรมถอนผมในเด็กเล็ก ในผู้ใหญ่ต้องรักษาโดยพฤติกรรมบำบัด

การพยากรณ์โรค
โรคชอบถอนผมในเด็กเล็กมักจะหายได้ไม่ยาก เนื่องจากส่วนใหญ่เด็กมักจะทำตามคำแนะนำ แต่โรคนี้ในวัยผู้ใหญ่มักจะรักษายากกว่า อาจจะต้องปรึกษาจิตแพทย์เพื่อทำพฤติกรรมบำบัด

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
ผู้ปกครองของผู้ป่วยควรสังเกตุว่าผู้ป่วยมีการถอนหรือดึงผมหรือไม่ มีผมตกตามที่นอนหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะไม่ได้ประวัติการถอนผม การวินิจฉัยโรคนี้จึงมักเป็นที่สงสัยของผู้ปกครอง นอกจากนี้ควรสอบถามและสังเกตุว่าผู้ป่วยมีเรื่องกังวลหรือไม่สบายใจ ทำให้มีภาวะเครียดหรือไม่ จะเป็นข้อมูลที่ช่วยในการวินิจฉัยและรักษา
Share: