บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ยารักษาผมร่วง

ศ. นพ. สมยศ จารุวิจิตรรัตนา


คุณเคยพบเส้นผมร่วงเป็นกระจุกบ้างหรือไม่?

ถ้าเคย...อย่าเพิ่งตกใจว่าผมจะร่วงจนหมดศีรษะ หรือวิตกว่าเป็นโรคเชื้อราตามที่ชอบโฆษณากัน หรือพยายามแสวงหายาปลูกผมชนิดต่าง ๆ มาใช้โดยไม่ได้ใคร่ครวญว่าสาเหตุที่ผมร่วงเกิดจากอะไร

เพราะที่จริงแล้ว เส้นผม ก็คือ เส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากต่อมผมของผิวหนัง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า เคอราตินอย่างแข็ง (hard keratin) ถึงแม้ว่าผมจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช้สิ่งสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ เพราะถึงจะไม่มีผมเลยสักเส้นเราก็ยังสามารถอยู่อย่างสุขสบายได้

การที่ผมจะหลุดร่วงไปบ้างนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป เพราะต่อมผมไม่ได้สร้างเส้นผมอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยไม่สิ้นสุด เมื่อเส้นผมงอกไปจนยาวได้ขนาดหนึ่งต่อมผมก็จะหยุดสร้างเส้นผมแล้วเส้นผมนั้นจะหลุดร่วงไป จากนั้นจะมีเส้นผมงอกขึ้นมาใหม่ที่ต่อมผมเดิม

เนื่องจากหนังศีรษะของเรามีเส้นผมอยู่ถึง 100,000 เส้น เราจึงไม่ค่อยรู้สึกกับการหลุดร่วงของเส้นผมในแต่ละวัน ซึ่งตามปกติอาจจะร่วงได้ถึงวันละ 100 เส้น ดังนั้นถ้าท่านมีอาการผมร่วงแต่ไม่ถึงวันละ 100 เส้น ก็ขอให้ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งด่วนซื้อยาปลูกผมมาใช้โดยไม่จำเป็น

สิ่งที่น่ากังวลอยู่ที่หากมีผมร่วงถึงแม้ว่าจะไม่ถึงวันละ 100 เส้น แต่ผมร่วงนั้นเกิดในบริเวณเดียวกันจนกระทั่งเห็นหนังศีรษะล้านเป็นหย่อม ๆ ก็แสดงว่าผมร่วงผิดปกติต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา

ตัวอย่างของผมร่วงที่พบได้บ่อย คือ ผมที่ร่วงหลังคลอดหรือหลังไข้ ผมร่วงจากยาบางชนิด โรคผมร่วงเป็นหย่อม โรคชอบถอนผม และโรคซิฟิลิส นอกจากอาการผมร่วงแล้วยังมีศีรษะล้านอีกประเภทหนึ่งซึ่งพบได้บ่อย คือ ผมบางแบบพันธุกรรม

ลักษณะอาการผมร่วง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ผมร่วงเป็นแห่ง ๆ ไม่ทั่วศีรษะ และกลุ่มที่ผมร่วงกระจายทั่วศีรษะ

กลุ่มที่ผมร่วงเป็นแห่ง ๆ ไม่ทั่วศีรษะ
กลุ่มที่ผมร่วงเป็นแห่ง ๆ ไม่ทั่วศีรษะ ได้แก่ โรคชอบถอนผม โรคผมร่วงเป็นหย่อม และโรคติดเชื้อราหนังศีรษะ โดยอาจวิเคราะห์สาเหตุของผมร่วงได้จากอาการดังนี้คือ

1. โรคติดเชื้อราหนังศีรษะ (tinea capitis)
มักจะมีอาการคันหนังศีรษะและมีอาการอักเสบแดงเป็นขุย (ดังรูปที่ 1) หรือบางคนก็เป็นตุ่มฝีหนองที่เรียกว่า ชันนะตุ (ดังรูปที่ 2) แต่มีบางรายจะพบเพียงหย่อมของผมร่วงที่เห็นตอผมเหลืออยู่ติดหนังศีรษะเป็นจุดดำ ๆ (ดังรูปที่ 3) โรคติดเชื้อรามักเป็นในเด็ก


รูปที่ 1 ผมร่วงจากโรคเชื้อรา หนังศีรษะมีอาการคัน แดง เป็นขุย


รูปที่ 2 ผมร่วงจากโรคเชื้อรา หนังศีรษะมีอาการอับเสบเป็นตุ่มหนอง เรียกว่า ชันตุ


รูปที่ 3 ผมร่วงจากโรคเชื้อรา หนังศีรษะไม่มีอาการอักเสบ เห็นตอผมที่เกิดจากผมหักเป็นจุดดำ ๆ


2. โรคผมร่วงเป็นหย่อม (alopecia areata)
ส่วนโรคผมร่วงเป็นหย่อมนั้นผู้ป่วยมักไม่มีอาการ มีน้อยรายที่มีอาการเจ็บหนังศีรษะบริเวณที่ผมจะร่วงนำมาก่อน หนังศีรษะไม่มีอาการอักเสบ ไม่แดง ไม่เป็นขุย แต่จะมีผมร่วงเป็นหย่อมๆโดยหนังศีรษะปกติ (ดังรูปที่ 4)


รูปที่ 4 โรคผมร่วงเป็นหย่อม มีลักษณะบริเวณผมร่วงเห็นหนังศีรษะเลี่ยนเป็นหย่อม มีลักษณะอาจจะเป็นหลาย ๆ หย่อมได้

3. โรคชอบถอนผม (trichotillomania)
ผู้ป่วยที่เป็นโรคชอบถอนผม ลักษณะผมร่วงจะมีรูปร่างแปลก ๆ และบริเวณผมร่วงมักจะมีผมเป็นเส้นสั้นๆขนาดไม่เท่ากัน
หรือเหลือแต่ตอผม (ดังรูปที่ 5) ไม่พบลักษณะผมร่วงจนเห็นหนังศีรษะเลี่ยนอย่างที่พบในโรคผมร่วงเป็นหย่อม


รูปที่ 5 โรคชอบถอนผม บริเวณผมร่วงจะเห็นเส้นผมที่เหลืออยู่ขนาดไม่เท่ากัน


กลุ่มที่ผมร่วงกระจายทั่วศีรษะ
กลุ่มที่ผมร่วงกระจายไปทั่วหนังศีรษะ ได้แก่
1. ผมร่วงหลังคลอดหรือหลังไข้ (telogen effluvium)
ซึ่งมักจะเป็นหลังจากคลอด (ดังรูปที่ 6) หรือหลังเป็นโรคที่มีไข้สูง 2-3 เดือน นอกจากนั้นผมร่วงแบบนี้ ยังอาจเกิดจากคนเป็นโรคซิฟิลิสหรือจากการใช้ยาบางอย่าง (ดังรูปที่ 7) เช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคต่อมไทรอยด์ เป็นต้น


รูปที่ 6 ผมร่วงในคนไข้หลังคลอด 2-3 เดือน จะเห็นว่าผมบางลงทั่วหนังศีรษะ


รูปที่ 7 ผมร่วงในผู้ป่วยที่ได้รับยาบางชนิด

2. ผมบางแบบพันธุกรรม (androgenetic alopecia)
เป็นภาวะผมบางชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม ฮอร์โมนแอนโดรเจนและอายุ ในคนที่มีภาวะนี้เส้นผมจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กลงและความยาวสั้นลง จนต่อมผมสร้างได้แต่ขนเส้นอ่อนๆขนาดไม่กี่มิลลิเมตร ภาวะนี้หากเป็นในผู้ชายก็จะมีลักษณะศีรษะเถิกและผมบริเวณกระหม่อมบางลง (ดังรูปที่ 8) ส่วนในผู้หญิงจะมีลักษณะผมบางลงโดยทั่ว
หนังศีรษะด้านบน แนวชายผมด้านหน้าจะปกติ ศีรษะไม่เถิกเหมือนในผู้ชาย (ดังรูปที่ 9)


รูปที่ 8 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ผมบางลงบริเวณกระหม่อมและข้างขมับ



รูปที่ 9 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้หญิง มักจะมีผมบางทั่ว ๆ บริเวณหนังศีรษะด้านบน แนวชายผมด้านหน้าปกติ

การรักษา
สำหรับการรักษาอาการผมร่วงหรือการปลูกผมนั้นก็ได้มีการค้นคว้าสูตรยาต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัย 5000 ปีก่อน ซึ่งมักมีส่วนประกอบแปลก ๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะนำมาใช้กัน เช่น ไขจระเข้ มูลวัว มูลไก่ และปัสสาวะสุนัข เป็นต้น โดยสูตรยาปลูกผมเหล่านี้บางสูตรยังคงมีคนนำมาใช้จนถึงปัจจุบันนี้


ไม่ว่าจะเป็นยาสูตรอะไรก็ตาม หากจะรักษาให้ได้ผลจริงๆนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกยารักษาให้ถูกกับโรค ไม่ใช้ว่าผมร่วงจากสาเหตุอะไรก็ใช้ยาทาชนิดเดียวกันรักษาก็หายได้ โดยเฉพาะยาปลูกผมที่มาจากต่างประเทศ บางครั้งมีการออกข่าวตามสื่อต่าง ๆ ว่า สามารถรักษาอาการผมร่วงได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะอาการผมร่วงในสตรีหลังคลอดบุตร ซึ่งล้วนแต่เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น เพราะผมร่วงหลังคลอดนั้นไม่จำเป็นต้องรักษา เมื่อผมร่วงได้ระยะหนึ่ง ส่วนใหญ่ไม่เกิน 6 เดือน ผมจะหยุดร่วงแล้วขึ้นมาเป็นปกติได้เอง

การรักษาอาการผมร่วงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาได้ตรงกับสาเหตุ เช่น ถ้าเป็นโรคจากเชื้อราก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทาน ถ้าเป็นจากโรคซิฟิลิสก็ต้อง ฉีดยาเพนิซิลิน เป็นต้น

สำหรับผมบางแบบพันธุกรรม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่า มียาทาและรับประทาน (สำหรับผู้ชาย) ที่ช่วยให้มีผมขึ้นดกกว่าเดิมได้ (ดังรูปที่ 10-12) แต่เมื่อรักษาได้ผลแล้วต้องทายาไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าหยุดการรักษาผมจะกลับไปบางเหมือนไม่ได้รักษา และยารับประทานบางอย่างที่กระตุ้นให้ผมดกขึ้น จะทำให้ขนตามตัวยาวขึ้นด้วย โดยเฉพาะถ้าใช้ในผู้หญิงจะทำให้มีหนวดเคราและขนขึ้นดกโดยที่ผมยังไม่ทันหนาขึ้นเลย


รูปที่ 10 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย ได้รับการรักษาโดยรับประทานยาฟินาสเตอไรด์และทายาไมน็อกซิดิล รับประทานยาได้ประมาณ 2 ปีเศษ แล้วรักษาต่อด้วยยาทาที่มีส่วนผสมของฟินาสเตอไรด์และไมน็อกซิดิล รูปซ้ายมือเป็นรูปก่อนการรักษา



รูปที่ 11 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย รายนี้ทายาที่มีส่วนผสมของฟินาสเตอไรด์และไมน็อกซิดิลก็ได้ผลดี รูปซ้ายมือเป็นรูปก่อนการรักษา


รูปที่ 12 ผมบางแบบพันธุกรรมในผู้ชาย รายนี้ทายาที่มีส่วนผสมของฟินาสเตอไรด์และไมน็อกซิดิลก็ได้ผลดี รูปซ้ายมือเป็นรูปก่อนการรักษา

Share: