บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

โรคแอนแทรกซ์

นพ. พูลเกียรติ สุชนวณิช
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


โรคแอนแทรกซ์ (anthrax) เป็นโรคระบาดสำคัญโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะในสัตว์กินพืช เช่น โค กระบือ แล้วติดต่อไปยังคนและสัตว์ชนิดอื่น เช่น สุนัข แมว สุกร การเกิดโรคในคนจะเกิดได้ 3 ระบบ คือ ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากความก้าวหน้าในเรื่องของวัคซีนและยาปฏิชีวนะ ทำให้การเกิดโรคและการระบาดลดลงอย่างมาก การพบโรคในปัจจุบันเกิดจากการถูกนำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพเป็นส่วนใหญ่

สาเหตุ
โรคนี้เกิดจากเชื้อ แบคทีเรีย บาซิลลัส แอนทราซิส (Bacillus anthracis) เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเชื้อจะสร้างสปอร์ป้องกันตนเองทำให้มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมเป็นอย่างมากสามารถอยู่ในธรรมชาติได้นานเป็นสิบปี โรคติดต่อสู่คนได้ทางการสัมผัสกับสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เป็นโรค การติดต่อที่ผิวหนังเกิดจากเชื้อเข้าสู่ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือบาดแผล ทางระบบทางเดินหายใจเกิดจากการหายใจเอาสปอร์เชื้อโรคเข้าไป และทางระบบทางเดินอาหารเกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เป็นโรคนี้ หลังจากได้รับเชื้อแล้วจะใช้เวลา 1 ถึง 7 วัน จึงจะแสดงอาการ หากเป็นการรับเชื้อโดยหายใจเอาสปอร์ของเชื้อจากอาวุธชีวภาพอาจมีระยะฟักตัวได้นานถึง 60 วัน

อาการและอาการแสดง
โรคแอนแทรกซ์ที่เกิดในคนพบได้ 3 ลักษณะ คือ โรคแอนแทรกซ์ของผิวหนัง (cutaneous anthrax), โรคแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินหายใจ (inhalational anthrax) และโรคแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal anthrax)

1. โรคแอนแทรกซ์ของผิวหนัง เกิดจากการมีบาดแผลที่ผิวหนังแล้วไปสัมผัสกับเชื้อแอนแทรกซ์ ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มแรกเป็นตุ่มแดงมีอาการคัน ใน 2-3 วันถัดมาจะบวมและกลายเป็นตุ่มหนองและตุ่มน้ำใส จากนั้นจะมีสีม่วงคลํ้า ตุ่มพองที่แตกออกตรงกลางแผลจะเป็นสะเก็ดสีดำ (eschar) (รูปที่ 1) ต่อมนํ้าเหลืองบริเวณใกล้เคียงจะเจ็บและบวมแดง อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ร่วมด้วย รอยโรคอาจลุกลามเกิดเป็นตุ่มน้ำออกโดยรอบและมีสีคล้ำตามมา (รูปที่ 2) ตำแหน่งที่พบได้บ่อย คือบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น นิ้ว มือ แขน และขา หากแผลลุกลามไม่ได้รับการดูแลที่ดีอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน


รูปที่ 1
ตุ่มพองที่แตกออกตรงกลางแผลจะเป็นสะเก็ดสีดำ (eschar)



รูปที่ 2 รอยโรคลุกลาม เกิดเป็นตุ่มน้ำออกโดยรอบและมีสีคล้ำตามมา


2. โรคแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการหายใจเอาสปอร์เชื้อแอนแทรกซ์เข้าไป เมื่อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะแบ่งตัวและเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ระยะแรกผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ไอ มีอาการคล้ายไข้หวัด ต่อมาจะเริ่มมีอาการหายใจลำบาก หากได้รับการรักษาที่ล่าช้าจะมีอาการทางปอดรุนแรงจนมีระบบการหายใจล้มเหลวได้ โดยอาการจะรุนแรงและรวดเร็ว

3. โรคแอนแทรกซ์ของระบบทางเดินอาหารกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่เชื้อแอนแทรกซ์ เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะแบ่งตัวและทำให้เกิดรอยโรคบริเวณกระเพาะอาหารและลำไส้ ผู้ป่วยจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลวและอาจมีมูกเลือดปน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรงได้

การวินิจฉัยโรค
จากประวัติการสัมผัสโรคและตรวจร่างกายร่วมกับ การนำสิ่งส่งตรวจจากแผลที่ผิวหนัง เสมหะ หรืออุจจาระ ส่งย้อมเพื่อดูเชื้อโรคและเพาะเชื้อ รวมถึงการเพาะเชื้อจากเลือดของผู้ป่วย

การรักษา
การรักษาโรคสามารถใช้ยาปฏิชีวนะควบคุมโรคได้หลายชนิดและมีประสิทธิภาพดี ยาที่ใช้ในการรักษาได้แก่ เพนนิซิลิน สเตรพโตมัยซิน เตตร้าไซคลิน อีรีโทรมัยซิน และคลอแรมเฟนนิคอล

การป้องกัน
การป้องกันโรคสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดประมาณ 3 สัปดาห์ หากเป็นกรณีสัมผัสอาวุธชีวภาพสามารถสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษป้องกันระบบทางเดินหายใจได้


การพยากรณ์โรค
หากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วจะมีการพยากรณ์โรคดี หากไม่รักษาโรคแอนแทกซ์ที่ผิวหนังมีอัตราการตายประมาณ 20% จากการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หากเป็นที่ระบบทางเดินหายใจจะมีอัตราการตายเกือบ 100% เนื่องจากวินิจฉัยโรคได้ช้าและอาการระบบทางเดินหายใจล้มเหลวรุนแรง สำหรับระบบทางเดินอาหารผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงจากภาวะช๊อคจากการขาดน้ำอย่างรุนแรง

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
หากสงสัยว่าอาจเป็นโรคแอนแทรกช์ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว หากพบว่าติดเชื้อนอกจากทำการรักษาโรคแล้ว จะต้องป้องกันผู้ป่วยเพื่อลดการติดต่อโรคสู่ผู้อื่นและรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอบสวนหาแหล่งเกิดโรค


เอกสารอ้างอิง
1. Doganay M, Metan G, Alp E. A review of cutaneous anthrax and itsoutcome. J Infect Public Health 2010;3:98–105.
Share: