บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

มะเร็งผิวหนัง

ผศ. พญ. สุวิรากร โอภาสวงศ์
อาจารย์พิเศษ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ

มะเร็งผิวหนังเป็นโรคผิวหนังที่พบได้ไม่บ่อยในประเทศไทย เมื่อเทียบกับโรคผิวหนังชนิดอื่น อีกทั้งยังเป็นมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถึงแม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ และเป็นโรคที่หากรักษาตั้งแต่เริ่มต้นก็จะหายขาดได้

การที่ประเทศไทยพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นเมืองที่มีแสงแดดจัดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งผิวหนัง อาจเป็นเพราะผิวหนังของคนไทยมีเม็ดสีเมลานินที่ช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดด หรือเป็นจากเราไม่ได้ให้ความสำคัญและละเลยในการค้นหาเฝ้าระวังโรคนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ผิวหนังไม่อันตรายก็เป็นได้

มะเร็งผิวหนังอาจจะมีขนาดโตขึ้นช้า ๆ และลุกลามเฉพาะที่ หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ด้วย เช่น ไปยังต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น ส่วนมากจะพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มะเร็งผิวหนังมักพบบนผิวบริเวณนอกร่มผ้ามากกว่าในร่มผ้า เนื่องจากแสงแดดมีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (ultraviolet, UV) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง

จะทราบได้อย่างไรว่าไฝที่มีอยู่เป็นมะเร็งหรือไม่
คนที่มีไฝเป็นจำนวนมาก หรือมีไฝขนาดใหญ่ จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งไฝได้สูงกว่าคนที่ไม่มี โดยปกติแล้วอาการจะดูออกยากเพราะจะเหมือนเป็นไฝทั่วไป อย่างไรก็ตามเราสามารถวินิจฉัยด้วยตัวเอง โดยการสังเกตความเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ ดังนี้
- ดูบริเวณไฝที่เป็นว่ามีผื่นหรือก้อนที่โตเร็วกว่าปกติหรือไม่
- มีสีเปลี่ยน
- มีแผลเรื้อรังที่ไม่หายและขยายออกหรือไม่
- พบผื่นที่ใช้ยาทาแล้วไม่หายหรือไม่
- ตรวจสอบตนเองว่าเคยมีประวัติการใช้ยาหม้อ กินหมากหรือสูบบุหรี่หรือไม่ และ
- มีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งดังกล่าวหรือไม่

ถ้ามีข้อสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัย ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ลักษณะที่ทำให้สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง
1. ไฝที่เป็นอยู่เดิม มีรูปร่างเปลี่ยนไป อาจใช้หลักง่ายๆ คือ ABCD ดังนี้

A = Asymmetry ลักษณะของไฝทั้งสองข้างไม่เหมือนกัน
B = Border irregularity ขอบของไฝไม่เรียบ
C = Color สีของไฝไม่สม่ำเสมอ
D = Diameter ขนาดของไฝใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร


2. มีผื่นหรือก้อนที่เกิดขึ้นใหม่ และไม่หายใน 4-6 สัปดาห์
3. ไฝหรือปานที่โตเร็ว และรูปร่างเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการคัน แตกเป็นแผล และมีเลือดออก
4. แผลเรื้อรังไม่หายใน 4 สัปดาห์

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง ได้แก่
1. รังสีอัลตราไวโอเลต (UVA, UVB) การมีพฤติกรรมตากแดดเป็นเวลานาน เช่น ทำงานกลางแดด เล่นกีฬากลางแจ้ง ชอบอาบแดด จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
2. เชื้อชาติ คนผิวขาว ผมสีบลอนด์ ผิวไหม้แดดง่าย มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังสูง เพราะมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลตจึงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ พบว่าคนที่เป็นโรคผิวหนัง ชนิด albinism ซึ่งมีความผิดปกติของการสร้างเม็ดสี จะเป็นมะเร็งผิวหนังได้บ่อย
3. การได้รับสารเคมีก่อมะเร็ง เช่น สารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ ยาหม้อ ยาไทย ยาจีน ยาลูกกลอน
4. การมีแผลระคายเคืองที่เรื้อรัง เช่น แผลเป็นจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก, แผลจากผื่นผิวหนังบางโรค ได้แก่ ผื่นลูปัส (discoid lupus erythematosus, DLE)
5. พันธุกรรม การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
6. การติดเชื้อหูด (human papilloma virus, HPV) ที่ผิวหนัง โดยเฉพาะที่อวัยวะเพศ
7. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต
8. การได้รับฉายรังสีรักษามะเร็งของอวัยวะอื่น อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังในบริเวณใกล้เคียงได้
9. การสูบบุหรี่นาน ๆ การเคี้ยวหมาก จะเกิดมะเร็งในช่องปากได้
10. การใช้สารยับยั้งการสร้างเม็ดสีเพื่อทำให้ผิวขาว เช่น การฉีดสารกลูต้าไธโอนในปริมาณสูง ๆ

มารู้จักมะเร็งผิวหนังกันก่อน
มะเร็งผิวหนัง คือ เนื้อร้ายที่เกิดบนผิวหนังและเยื่อบุ เนื่องจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ของผิวหนังและเยื่อบุ มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งผิวหนังชนิดสแควมัสเซลล์ (squamous cell carcinoma), ชนิดเบซอลเซลล์ (basal cell carcinoma), และชนิดมาลิกแนนท์เมลาโนมา (malignant melanoma)

ชนิดของมะเร็งผิวหนัง
1. มะเร็งสแควมัสเซลล์ ( Squamous Cell Carcinoma, SCC ) เป็นมะเร็งผิวหนังที่มักจะลุกลามลงลึกสู่ด้านล่างของเซลล์ผิวหนัง ถ้าคลำดูผิวหนังด้านล่างมักจะพบว่าเป็นก้อนแข็ง ๆ การลุกลามมักเร็วกว่ามะเร็งชนิดเบซอลเซลล์



2. มะเร็งเบซอลเซลล์ ( Basal Cell Carcinoma, BCC ) เป็นมะเร็งผิวหนังที่ร้ายแรงน้อย เพราะเกิดบริเวณชั้นตื้น ๆ มักมีการทำลายเฉพาะบริเวณตำแหน่งที่เป็น แต่ถ้าเป็นบริเวณใกล้เคียงอวัยวะที่สำคัญ เช่น ตา จมูก ปาก หู อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะนั้นได้ มะเร็งชนิดนี้มักพบบริเวณ หู จมูก ใบหน้าหน้าอก หลัง ลักษณะที่พบมีหลายแบบ
2.1 เป็นก้อนเนื้อนูนสีเดียวกับผิวหนัง หรือ ชมพูใส มีขอบอาจมีเลือดออกบ่อย ๆ
2.2 ลักษณะคล้ายสิว เป็น ๆ หาย ๆ มักมีเลือดออก
2.3 ลักษณะเป็นก้อนแบนแข็งติดกับผิวหนัง
2.4 ลักษณะเป็นก้อนขุยมีสะเก็ดดำเลือดออก
อาการที่สำคัญ คือ มีการระคายเคืองบริเวณก้อนเนื้อหรือแผลเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ มีเลือดออก



3. มะเร็งมาลิกแนนท์เมลาโนมา (Malignant Melanoma, MM) ลักษณะคล้ายไฝดำ ถึงแม้จะพบไม่บ่อย แต่เป็นมะเร็งผิวหนังที่มีความรุนแรงที่สุด เพราะมีการกระจายสู่อวัยวะภายในได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ จัดว่าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรงที่สุด

การรักษา
การรักษามีหลายวิธี ขึ้นกับชนิด ตำแหน่ง และการลุกลามของโรค โดยทั่วไปมักใช้วิธีผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออกให้หมด

ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดโดยวิธีที่เรียก Mohs micrographic surgery แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อและส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ในคราวเดียวกัน เพื่อตรวจดูว่าได้ตัดมะเร็งออกได้หมด หากยังมีหลงเหลือ ก็จะกลับมาผ่าตัดซ้ำจนหมด จึงจะเย็บปิดแผล วิธีนี้จะทำให้สามารถตัดมะเร็งออกได้หมดในคราวเดียว โดยไม่ตัดเนื้อดีออกมากเกินจำเป็น

แต่ในบางครั้ง มะเร็งถูกทิ้งไว้จนมีขนาดใหญ่เกินที่จะตัดออกได้หมด อาจรักษาโดยการใช้รังสีรักษา หรือถ้ามีการแพร่กระจาย อาจจำเป็นต้องให้เคมีบำบัดร่วมด้วย

การป้องกัน
มะเร็งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะใด ถ้าสามารถตรวจพบตั้งแต่แรก และกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติออกได้หมด ก็สามารถหายขาดได้ มะเร็งผิวหนังมีข้อเด่น คือ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก เราสามารถมองเห็นได้ จึงทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกได้รวดเร็ว และยังติดตามการรักษาได้ง่าย

สรุป
มะเร็งผิวหนังสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการวินิจฉัย และรักษาตั้งแต่เริ่มแรก ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ในคนทั่ว ๆ ไปก็ไม่ควรประมาท ระวังอย่าถูกแสงแดดจัด ใช้ครีมกันแดดให้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ควรใช้สารที่ทำให้ผิวขาวหรือทำลายเม็ดสี โดยเฉพาะการฉีดสารกลูต้าไธโอนเข้าเส้นเลือดดำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของหูด, ไฝ, ปาน หากมีแผลเรื้อรังหรือแผลที่ไม่หายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์
Share: