บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

การใช้ Filler สำหรับรักษาปัญหาผิวพรรณ

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์
สถาบันโรคผิวหนัง

ผิวหนังมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญคือใยคอลลาเจน มีหน้าที่สำคัญโดยเป็นองค์ประกอบที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณมีรูปทรงเต่งตึง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยชรา พบว่าใยคอลลาเจนจะค่อย ๆ มีจำนวนลดน้อยลง มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังจะมีลักษณะบางลง เกิดริ้วรอยริ้วรอยเหี่ยวย่น เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว จึงมีความพยายามหาทางแก้ไขโดยการฉีดสารจากภายนอกเข้าไปในผิวหนังเพื่อทดแทนใยคอลลาเจนที่สลายไป หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “Filler”

ประเภทของ Filler
1. แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 4 - 6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
2. แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง
3. แบบถาวร (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ มักพบผลข้างเคียงระยะยาว

ข้อชี้บ่งสำหรับการรักษาปัญหาผิวพรรณ
ในปัจจุบัน Filler ถูกนำมาใช้รักษาทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย เราสามารถใช้ Filler การรักษาปัญหาผิวพรรณได้ดังนี้
1. แก้ไขปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัย เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา และร่องแก้ม ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วย Filler โดยการฉีด Filler จะสามารถเติมเต็มใยคอลลาเจนที่หายไป ทำให้ริ้วรอยบริเวณดังกล่าวตื้นขึ้น สภาพผิวดูดีขึ้น
2. แก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม เช่น การเกิดแผลบุ๋มจากสิวอักเสบ เป็นต้น กรณีดังกล่าวนี้สามารถใช้ Filler เติมเต็มทำให้แผลบุ๋มดีขึ้น อย่างไรก็ตามต้องเลือกชนิดแผลผิวบุ๋มที่เหมาะสมต่อการรักษา โดยแผลนั้นต้องไม่มีพังผืดในบริเวณใต้แผลบุ๋ม มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร
3. การใช้ Filler ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม (Augmentation) เช่น เสริมจมูก เสริมคาง ริมฝีปาก หรือฉีดเพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม

ปัญหาแทรกซ้อนภายหลังการฉีด Filler
จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ Filler ฉีดเพื่อเติมเต็มให้แก่เนื้อเยื่อได้หลาย ๆ ส่วน อย่างไรก็ตามผู้ที่ทำการรักษาต้องเลือกชนิด และขนาดโมเลกุลของ Filler ให้เหมาะสมกับผิวหนังในแต่ละตำแหน่ง และควรใช้ Filler ที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยสูงเพราะต้องฉีดเข้าไปในร่างกายของเรา และผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย (อย.) มิฉะนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนดังนี้
1. การเกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด Filler เกิดจุดแดงหรือจ้ำเลือดอันเนื่องมาจากรอยเข็มที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง
2. เกิดรอยนูนมากเกินไปแก่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษาเนื่องจากเลือกใช้ Filler ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เหมาะสม หรือฉีดตื้นเกินไป เช่น ถ้าต้องการแก้ไขริ้วรอยตื้น ๆ ที่อยู่บริเวณหางตา ควรเลือกใช้ filler ที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก ๆ เพื่อมิให้เกิดรอยนูนบนผิว
3. เกิดปัญหาการเคลื่อนย้าย (migration) เช่น ฉีดดั้งจมูกแล้ว Filler เคลื่อนไหลไปที่ปลายจมูก ดังนั้นถ้าต้องการฉีด Filler เพื่อเสริมคางหรือจมูก ต้องเลือก Filler ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ เพื่อให้ Filler ชนิดนั้นมีความหนืดเพิ่มมากขึ้น ช่วยลดปัญหาการเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่ฉีด และทำให้มีอายุใช้งานได้ยาวนานขึ้นอีกด้วย
4. อาการแพ้สาร Filler ที่ให้ลักษณะเป็นก้อนนูนแดงอักเสบ อาการแพ้ชนิดนี้บางครั้งอาจพบได้ภายหลังการฉีด Filler ผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลาหลาย ๆ เดือนหรือเป็นปี ๆ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุใช้งานของ Filler ชนิดนั้น ๆ
5. การที่ฉีด Filler ผิดตำแหน่งโดยฉีดเข้าไปในหลอดเลือด อาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดได้ เคยมีรายงานเกิดอาการตาบอดภายหลังการฉีด filler เนื่องมาจาก filler ที่ฉีดเกิดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นไป

โดยสรุปการใช้ Filler เพื่อรักษาปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่น หรือเพื่อใช้เสริมสัดส่วนผิวหนังในบริเวณต่าง ๆ ให้ผลการรักษาที่ดี สามารถเห็นผลการรักษาได้ในทันที ผู้ที่มารับบริการค่อนข้างได้รับความสะดวก เนื่องจากเป็นการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่มากจนเกินไป ไม่เกิดบาดแผล ง่ายต่อการดูแล ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นร่างกาย ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้การรักษาปัญหาผิวพรรณด้วย Filler เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามควรใช้ตามข้อชี้บ่ง และเลือกใช้ชนิดของ Filler ให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์

Share: