บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

การรักษาด้วยโกรธ แฟกเตอร์ (Growth Factor) ในด้านเสริมความงาม จริงหรือหลอก

ผศ. พญ. สุวิรากร โอภาสวงศ์
ประชาสัมพันธ์
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ข่าวเรื่องการใช้เลือดตัวเองมาปั่นแยกเม็ดเลือดออกแล้วนำมาฉีดกลับเข้าผิวหนัง เพื่อลดริ้วรอยและให้ดูอ่อนเยาว์ ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าการรักษาแบบนี้คืออะไร และได้ผลหรือไม่ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร แล้วทำไมกระทรวงสาธารณสุขถึงสั่งห้ามไม่ให้ทำ จึงขอเสนอข้อเท็จจริง เรื่อง การรักษาด้วย Growth Factors

โกรธ แฟกเตอร์ (Growth Factor) คืออะไร
Growth Factor คือ สารที่มีฤทธิ์ที่กระตุ้นให้เซลล์ต่าง ๆ มีการเจริญเติบโต โดยได้มาจากในเลือดเราเอง ในเลือดของเราจะประกอบส่วนที่เป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือดและ ส่วนที่เป็นของเหลวเรียกว่า พลาสมา (Plasma) เมื่อเราเจาะเลือดแล้วนำมาปั่นที่รอบความถี่เหมาะสม เราจะได้ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดแยกออกมาเป็นชั้น ชั้นที่เป็นเกร็ดเลือดเยอะ ๆ เราเรียกว่า PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นชั้นที่จะนำมาใช้ เนื่องจากในเกร็ดเลือดเมื่อถูกนำมากระตุ้น อาจจะเป็นการใส่สารเคมีหรือด้วยแรงปั่นจะหลั่งสารที่เรียกว่า Growth Factor ออกมาซึ่งมีหลายชนิดที่สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์ได้ อาทิเช่น กระตุ้นการหายของแผล การสร้างหลอดเลือดใหม่ การสร้างกระดูก และการสังเคราะห์คอลลาเจน เป็นต้น

ในทางการแพทย์ มีการนำส่วนที่เป็น PRP มาใช้ให้ในคนไข้ที่มีเกร็ดเลือดต่ำเพื่อป้องกันการเลือดออกไม่หยุด หรือใช้ในการรักษาโรคเลือดบางชนิด สภากาชาดจะแยกส่วนนี้เก็บไว้ใช้ เป็น platelet-pool รวมของหลาย ๆ คน

มีการทดลองพบว่าในหลอดทดลอง เมื่อนำ PRP นี้ มาหยอดในจานเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแบ่งตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม จึงมีการนำมาใช้ในวงการแพทย์สาขาต่าง ๆ เช่น พบว่า PRP มีประโยชน์ต่อการหายของบาดแผลไฟไหม้, บาดแผลการผ่าตัดด้านความงามและศัลยกรรมตกแต่ง, บาดแผลด้านทันตกรรมในการปลูกกระดูกขากรรไกร, ศัลยกรรมกระดูกและข้อ รวมทั้งการผ่าตัดหัวใจและทรวงอก พบว่าทำให้ใช้เวลาในการสมานแผลลดลง ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด ลดอาการเจ็บปวด และลดการสูญเสียเลือด นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาการหายของแผลช้า ยังพบว่าการใช้ PRP ร่วมด้วยนั้นทำให้การหายของแผลเกิดได้เร็วขึ้น

แต่ทางด้านความงาม ลดริ้วรอย ย้อนเวลาให้ดูอ่อนเยาว์นั้น ยังเพิ่งเริ่มต้นในการศึกษา ยังไม่ถือว่าเป็นการรักษามาตรฐาน พบว่ามีหลายปัจจัยที่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าการรักษาจะได้ผลดีหรือไม่ ตั้งแต่การเก็บเลือด ปั่นเอาเกร็ดเลือด มากระตุ้นให้หลั่ง Growth Factor ใน แต่ละครั้งและแต่ละคนให้ปริมาณที่ไม่แน่นอน จึงมีบริษัทคิดเซ็ตที่มีหลอดพิเศษและเจลในการแยกเกร็ดเลือดที่มีมาตรฐานมากกว่าที่จะทำกันง่าย ๆ ตามที่คลินิกที่โฆษณา และเทคนิคการฉีดการยังไม่มีมาตรฐานว่าจะฉีดตื้นหรือลึกเท่าไร ความถี่ ระยะเวลา ควรเป็นเท่าไร ยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน นอกจากนั้น ปริมาณของ PRP ที่ใช้ก็มีผล คือเมื่อทดลองใส่ปริมาณร้อยละ 5 หรือ 20 ในน้ำเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน พบว่าหากใช้ปริมาณสูงเกินไป จะยับยั้งการแบ่งเซลล์ได้ ปัจจุบันยังไม่เคยมีการหลักฐานเชิงประจักษ์และการตีพิมพ์รับรองการใช้ PRP ในการรักษารอยเหี่ยวย่นที่ผิวหนังในวารสารการแพทย์ที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้ข้อห้ามสำหรับการใช้ PRP ได้แก่ มะเร็งผิวหนัง รวมถึงมีประวัติเคยเป็น เช่น squamous cell carcinoma, basal cell carcinoma และ melanoma เป็นต้น ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย chemotherapy และ steroid, โรคทางผิวหนังอื่น ๆ, ผู้ที่ได้รับ anticoagulation, aspirin หรือ ได้รับ anti-platelet อื่น ๆ, ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบเลือดและเกร็ดเลือด, มีภาวะติดเชื้อรุนแรง, เป็นโรคตับ ผู้ที่มีโรคทางภูมิคุ้มกันต่อตนเอง (autoimmune) และผู้ที่รับประทานวิตามินอี หรือสารที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัว

ผลข้างเคียง
สำหรับผลข้างเคียงที่อาจจะพบได้ ที่สำคัญที่สุด คือ การติดเชื้อ เพราะมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเจาะเลือด ดูดใส่ขวดและดูดกลับมาฉีด ปกติถ้าเป็นเซ็ตที่ต่างประเทศพัฒนามานั้นต้องใช้หลอดพิเศษ แต่หลอดที่เราใช้เจาะเลือดปกติ ไม่ได้ถูกออกแบบให้ดูดเลือดกลับมาใช้ได้ การที่คลินิกที่มีผู้ใช้บริการมาก ๆ ต้องระวังการสลับเอาเลือดคนอื่นที่ไม่ทราบว่าอาจเป็นพาหะของโรคต่าง ๆ เช่น เอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี

ส่วนผลข้างเคียงอื่นถ้าคลินิกใช้สารอื่นผสมอาจจะเกิดการแพ้สารที่ใส่ลงไป เพราะขณะนี้สารที่ผสมเพื่อทำการรักษาแบบฉีดใต้ผิวหนัง ที่เรียกว่า เมโซเทอราปี (mesotherapy) ซึ่งยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีรายงานทั้งในและต่างประเทศว่าผู้ที่ทำการรักษาวิธีนี้แล้วมีการติดเชื้อ atypical mycobacteria ซึ่งปนกับสารที่ไม่ได้มาตรฐาน บางครั้งการรักษาแบบนี้ บางคนได้ผลและบางคนไม่ได้ผล ทำให้เสียเงินและเจ็บตัวอีกด้วย


การรักษาด้วย PRP หรือ Growth Factor จริง ๆ แล้วมีประโยชน์ และเป็นความหวังในอนาคตที่จะนำมาใช้รักษาในหลาย ๆโรค แต่ทางด้านความสวยงามยังอยู่ในขั้นตอนศึกษา ในส่วนของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, แพทยสภา, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ยังถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ยังไม่ผ่านการรับรอง

ฝากข้อคิดผู้ที่จะเสริมความงามด้วยวิธีต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ สอบถามผู้ให้บริการถึงข้อดี ข้อเสีย และต้องยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเอง เพราะถึงแม้ว่าไม่มีอันตรายแต่ผลอาจไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ และก่อนที่จะไปทำนั้นต้องรู้ว่าเครื่องมืออุปกรณ์ได้มาตรฐานหรือไม่ แพทย์มีความสามารถหรือมีความเชี่ยวชาญหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจท่านสามารถตรวจสอบว่า เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังได้ที่ http://www.dst.or.th/html/index.php?op=article-search_md
Share: