บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ผู้หญิงกับบุหรี่และความงาม

ผศ. พญ. สุวิรากร โอภาสวงศ์
อาจารย์พิเศษ ศูนย์ผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ประชาสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย


หญิงไทยฉลาด ไม่เป็นทาสตลาดบุหรี่
ผู้หญิงอย่าสูบบุหรี่ ถ้าไม่อยากเหี่ยว ไม่อยากเป็นโรคผิวหนัง ไม่อยากเป็นแผลเป็น


ความจริงที่คุณผู้หญิงต้องรู้
- บุหรี่แต่ละมวนมีสารเคมีที่เป็นพิษอยู่มากกว่า4,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีสารก่อมะเร็งอยู่ราว 40 ชนิด
- บุหรี่ ทำให้เลือดมาเลี้ยงผิวหนัง น้อยลง
- บุหรี่ 1 มวน ทำให้เส้นเลือดหดตัวไป 90 นาที และเลือดไปเลี้ยงที่ผิวลดลง 24 %
- สูบบุหรี่ 10 นาที ลดออกซิเจนที่ผิวหนัง 1 ชั่วโมง
- ถ้าสูบ 1 ซองต่อวัน เท่ากับ ขาดออกซิเจน 1 วัน
- ผู้ที่สูบบุหรี่ 20 มวนต่อวัน มีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงิน มากกว่า 3.3 เท่า
- สูบบุหรี่มากกว่า 1 ซองต่อวัน เพิ่มอัตราเสี่ยง แผลหายช้า 3 เท่า
- ผู้ที่สูบบุหรี่เกิน 50 ซองต่อปี จะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ได้ถึง 4.7 เท่า โดยที่ผู้หญิงเหี่ยวมากกว่าผู้ชาย

ปัจจุบันมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ศึกษาผลของบุหรี่ต่อสุขภาพผิวหนัง ไม่เพียงแต่ว่าจะมีผลต่อผิวหนังภายนอก ได้แก่ ฟันดำ มีกลิ่นปาก ผิวเหี่ยว แก่ก่อนวัย มะร็งผิวหนัง แล้วยังมีผลต่อสุขภาพผิวภายในที่เรามองไม่เห็นอีกด้วย เช่น ทำให้แผลหายช้า ทำให้เป็นแผลเป็นง่ายกว่าคนที่ไม่สูบ และยังทำให้โรคผิวหนังบางชนิดกำเริบขึ้น เช่น โรคสะเก็ดเงิน ศีรษะล้านแบบกรรมพันธ์ ติดเชื้อทางผิวหนัง โรคภูมิต้านทานทางผิวหนัง ลูปัส โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง


บุหรี่ทำอะไรกับผิวหนัง
เมื่อสูดควันบุหรี่เข้าไป สารที่มีอยู่ในบุหรี่ เช่น น้ำมันดิน สารประกอบโพลีไซคลิก อโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน จะตกค้างอยู่ในช่องปากและทางเดินหายใจส่วนต้น จากนั้นถูกกลืนเข้าทางเดินอาหารและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด กระจายไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ร่วมทั้งผิวหนัง ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ถูกทำลาย และรบกวนขบวนการขับพิษของตับ ทำให้สารเหล่านี้มีพิษเพิ่มขึ้นและเป็นสารก่อมะเร็งได้
สารนิโคตินที่ได้รับโดยตรงโดยการสูบเอง หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง จะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการตีบตัวของหลอดเลือด ทุกอวัยวะ ร่วมทั้งผิวหนัง ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง
นอกจากนี้สารอื่น ๆ ในบุหรี่และควันบุหรี่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำลายเส้นใยต่าง ๆ ในผิวหนัง ทำให้ผิวเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย และแผลหายช้า

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับผลของบุหรี่กับสุขภาพผิว
รอยเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัย (wrinkling & premature skin aging)
มีข้อมูลและงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์ว่าบุหรี่มีผลต่อผิวหนัง
เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2399 นพ. โซลี่พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทำให้แก่ก่อนวัย,
พ.ศ. 2508 นพ. อนเพน พบว่าร้อยละ 79 ของผู้สูบุหรี่ทำให้ผิวซีด แห้ง คล้ำออกเทา ย่นทั้งหน้า,
พ.ศ. 2514 นพ. แดเนียล พบว่าการสูบบุหรี่มากกว่า 10 มวนต่อวันเป็นระยะเวลนาน 5 ปีจะส่งผลให้มีหน้าแก่และเหี่ยวย่นกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ โดยผู้หญิงจะส่งผลมากกว่าผู้ชาย,
พ.ศ. 2526 โมเดลและคณะ สังเกตว่า การสูบบุหรี่สามารถก่อให้เกิดรอยย่นบริเวณผิวหนังได้ โดยรอยย่นจะเห็นได้เด่นชัดบริเวณรอบขอบตาและบริเวณหางตา (ตีนกา) จนมีลักษณะที่เรียกว่า “smoker’s face” คือมีลักษณะดังต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง คือ
1. รอยเหี่ยวย่นเห็นชัดเจนและรอยนั้นตั้งฉากกับริมฝีปากบนและล่าง หรือออกมาจากมุมของดวงตา รอยย่นลึกบริเวณแก้ม หรือรอยย่นตื้น ๆ จำนวนมาก ที่แก้ม และขากรรไกรล่าง
2. ลักษณะใบหน้าที่ตอบลึก เห็นกระดูกข้างใต้ชัดเจน
3. ผิวหนังบางลงและมีสีเทา
4. สีผิวออกไปทางส้มแดงหรือม่วงผสมแดง
ซึ่งลักษณะที่กล่าวไปนี้มักพบในผู้ที่สูบบุหรี่ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีการศึกษาวิจัยว่าผู้ที่สูบบุหรี่เกิน 50 ซองต่อปี จะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ได้ถึง 4.7 เท่า ทั้งนี้ไม่ขึ้นกับอิทธิพลของแสงแดดและ มีการวิจัยว่าถ้าสูบบุหรี่ร่วมกับได้รับแสงอัลตร้าไวโอเลต A และ B จะทำให้ ผิวเหี่ยวย่นเพิ่มขึ้นโดยมีผลเสริมฤทธิ์กันอย่างชัดเจน,
พ.ศ.2550 นี้เองมีรายงานที่ชัดเจนมากว่ามีคู่แฝดเหมือนที่ได้รับการเลี้ยงดู และอยู่ในสภาพแวดล้อมและทำงานใกล้เคียงกันมาก คนหนึ่งสูบบุหรี่และอีกคนไม่สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นมากกว่าอย่างชัดเจนมาก และในปีเดียวกัน นพ. โมริตา ได้ศึกษาผลของบุหรี่ต่อการเสื่อมของผิวก่อนกำหนด โดยศึกษาระดับโมเลกุล โดยพยาธิสภาพและชีวเคมีพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของเมเทลโลโปรติเอส ที่เป็นตัวทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน

การสมานแผล และการเกิดแผลเป็น
การสูบบุหรี่ทำให้การสมานแผลแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ มีการศึกษาพบว่าการสูบบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนังน้อยลง พบว่าบุหรี่ 1 มวน ทำให้เส้นเลือดหดตัวไป 90 นาที และเลือดไปเลี้ยงที่ผิวลดลง 24 %, สูบบุหรี่ 10 นาที ลดออกซิเจนที่ผิวหนัง 1 ชั่วโมง และถ้าสูบ 1 ซองต่อวัน เท่ากับ ขาดออกซิเจน 1 วัน
ในประเทศไทยมีการศึกษาจากโรงพยาบาลศิริราช การสูบบุหรี่ทำให้การผ่าตัดต่อนิ้วมือได้ผลไม่ดี ทั้งนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากสารนิโคตินที่มีต่อเซลล์ไฟโบรบลาสที่ผิวหนัง ทำให้แผลปิดไม่สนิทได้ นอกจากนี้นิโคติน ทำให้ไฟโบรบลาสไม่สามารถเคลื่อนตัวมาและซ่อมแซมบริเวณแผลได้จึงมีเซลล์สะสมบริเวณขอบแผลมาก ในที่สุดก็จะเกิดแผลเป็นขึ้น ดังนั้นในผู้ที่สูบบุหรี่ ทุกรายจึงควรแนะนำให้งดบุหรี่ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์

การติดเชื้อทางผิวหนัง
การสูบบุหรี่ทำให้การตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันลดลงได้หลายทาง ทำให้เมื่อมีการติดเชื้อที่ผิวหนังจะมีข้อแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น โรคสุกใส จะมีโรคแทรกซ้อนที่ปอดในผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 15 เท่า หรือการติดเชื้อไวรัส HPV (โรคหูด) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด และสามารถทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้ จากการศึกษาพบ ว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างการสูบบุหร ี่ทั้งที่สูบเองและผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้สูบบุหรี่กับการติดเชื้อ HPV และการเกิดมะเร็งปากมดลูกอย่างชัดเจนโดยมี อัตราเสี่ยง สูงถึง 2.7เท่า

ผลของบุหรี่ต่อระดับวิตามินในร่างกาย
การศึกษาของ National Health and Nutrition Examination Survey พบว่าการสูบบุหรี่ทำให้ระดับวิตามินซีในกระแสเลือดลดต่ำลงกลไกนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อกันว่า อาจจะเป็นจากการดูดซึมวิตามินที่เสียไป และมีการเพิ่ม turnover rate ของวิตามินซีใน
ร่างกาย

ผลของบุหรี่ต่อการเกิดโรคผิวหนังต่าง ๆ
พบว่าการสูบบุหรี่ทำให้โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) แย่ลงโดยเฉพาะแบบที่เป็นหนองที่ฝ่ามือ (Palmoplatar Pustulosis) และ มีความสัมพันธ์กับการเกิดศีรษะล้านในผู้ชาย โดยมีความเสี่ยงถึง 1.93 เท่า นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังมีความสัมพันธ์กับการมีผมหงอกก่อนวัยทั้งในผู้ชายและผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความเสี่ยง 0.44 เท่า ทำให้โรค ภูมิแพ้ตัวเอง (Systemic Lupus Erythematosus, SLE) กำเริบได้

รอยโรคในช่องปาก (Oral lesions )
ผู้ที่สูบบุหรี่ สามารถพบรอยโรคในช่องปาก เช่น ฝ้าขาวในปาก (Leukoplakia), ลิ้นดำเป็นขน ( Oral hairy leukoplakia), การเกิดมะเร็งในช่องปากและริมฝีปากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผู้สูบบุหรี่อาจเกิดรอยโรคสีดำในช่องปากจะพบเป็นรอยดำหรือเป็นแผ่นสีเทาน้ำตาล ที่บริเวณเยื่อบุช่องปากแต่ไม่ใช่มะเร็งมักพบบ่อยที่เหงือกของฟันหน้าด้านริมฝีปาก สาเหตุเกิดจากน้ำมันดินไปสะสม และมีการเพิ่มการสะสมของเม็ดสีที่บริเวณเยื่อบุ ภาวะนี้สามารถหายได้ภายใน 2 เดือนหลังจากหยุดสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่สามารถเพ่ิมความเสี่ยงในการเกิดแผลเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้ผู้ป่วยเอดส์ ที่สูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อยีสต์ในช่องปาก (oral candidiasis) และ มีโอกาสเกิดโรค Oral hairy leukoplakia

ปัจจุบันนี้ยิ่งเวลาผ่านไป เทคโนโลยี่มีวิวัฒนาการไปมากมายทำให้เราสามารถศึกษาผลของบุหรี่ต่อสุขภาพทุกอวัยวะ รวมทั้งผิวหนัง ทำให้มีข้อพิสูจน์ว่าบุหรี่ทำให้ผิวไม่สวย เหี่ยว แก่ก่อนวัย อย่างชัดเจน ไม่ว่าเราจะสูบเองหรือคนข้างเคียงสูบเป็นบุหรี่มือสองก็ตาม
ด้วยบุหรี่นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเหี่ยวอันดับต้น ๆ เป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงง่ายที่สุด ง่ายกว่าการหลบแดด การทานอาหารและวิตามินบำรุง หรือการทำทรีทเมนต์ หรือเลเซอร์ หรือฉีดโบท๊อก ดังนั้น ผู้หญิงที่ไม่อยากแก่ อยากเหี่ยว ไม่อยากเป็นแผลเป็นง่ายอยากมีผิวสวยตลอดกาลต้องไม่สูบบุหรี่

สูบบุหรี่ต่อไปเถอะ ถ้าคุณอยาก
ฟันดำ มีกลิ่นปาก
ริมฝีปากดำ
ผิวเหี่ยวก่อนวัย มีริ้วรอยบนใบหน้า
ผิวแห้ง กร้าน
แผลหายยาก เป็นแผลเป็นง่าย
ติดเชื้อง่าย
มะเร็งผิวหนัง
มีลูกยาก แท้งง่าย
ลูกเป็นโรคทางเดินหายใจ


เอกสารอ้างอิง
1. ปิยกานต์ ลิมธัญญกูล, สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา, มนตรี อุดมเพทายกุล: บุหรี่กับโรคผิวหนัง...เกี่ยวข้องกันจริงหรือ วารสารโรคผิวหนัง 2552; 25: 229-244.
2. Jeffrey B. Smith, Neil A. Fenske,Tampa, Florida Cutaneous manifestations and consequences of smoking: J Am Acad Dermatol 1996;34:717-32
3. Daven N. Doshi, MD; Kaija K. Hanneman, DO; Kevin D. Cooper, MD. Smoking and Skin Aging in Identical Twins Arch Dermatol. 2007;143(12):1543-1546
4. Akimichi Morita : Tobacco smoke causes premature skin aging Japan Journal of Dermatological Science (2007) 48, 169—175
5. Daniell HW. Smoker’s wrinkles. A study in the epidemiology of “crow’s feet”. Ann Intern Med1971;75:873-880.
6. Model D. Smoker’s face: an underrated clinical sign?. Br Med J (Clin Res Ed) 1985;291: 1760-1762.
7. Kadunce DP, Burr R, Gress R, et at. Cigarette Smoking: risk factor for premature facial wrinkling. Ann Intern Med 1991: 114:840-844.
8. Waikakul S, Sakkarnkosol S, Vanadurongwan V, et al.Results of 1018 digital replantations in 552 patients. Injury 2000;31:33-40.s. Injury 2000;31:33-40.
Share: