บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง

พญ. ภิญญาพัชร์ คเนจร ณ อยุธยา
แผนกผิวหนัง กองอายุรกรรม
โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า


ผื่นแพ้ยาชนิดไม่รุนแรง หรือ exanthematous morbilliform หรือ maculopapular drug eruptions เป็นผื่นแพ้ยาที่พบบ่อยที่สุด ผื่นมักเกิดประมาณ 7-14 วันหลังจากเริ่มใช้ยาครั้งแรก แต่ในรายที่เคยได้รับยามาก่อนผื่นอาจเกิดเร็วตั้งแต่ 2-3 วันหลังได้รับยา

สาเหตุ
พบว่า ยาเกือบทุกชนิดสามารถทำให้เกิดผื่นชนิดนี้ได้ โดยยาที่มักก่อให้เกิดผื่นชนิดนี้ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะโดยเฉพาะ ยากลุ่มเพนนิซิลิน ยากันชัก allopurinol และยา non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เป็นต้น

อาการและอาการแสดง
ผื่นชนิดนี้ประกอบด้วยผื่น 2 ชนิด คือ

1. ผื่นราบที่มีเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสีผิว อาจเป็นสีแดง ม่วง น้้าตาล หรือดำ โดยผิวหนังมักจะแบนราบ หรือ อาจนูนเล็กน้อย ผื่นมักมีรูปร่างกลม

2. ตุ่มนูนที่ผิวหนัง ร่วมกับ อาการคัน ผื่นมักเริ่มที่บริเวณลำตัวและแขนขาก่อน หลังจากนั้นมักกระจายอยู่เท่า ๆ กันบริเวณ 2 ข้างของลำตัว รวมกันเป็นปื้นใหญ่ ผู้ป่วยมักมีอาการคันซึ่งจะเกิดขึ้นเกือบทุกราย อาจมีไข้ได้ หรือ มีการขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้อุณหภูมิกายสูงขึ้น ในผู้ป่วยบางรายผื่นอาจมีรูปร่างลักษณะคล้ายโรคหัดเยอรมันเป็นผื่นราบ (macule) สีแดงเล็กจำนวนมาก ปะปนกับผื่นนูน (papule) หรือคล้ายโรคหัด ผื่นมีขนาดใหญ่กว่าหัดเยอรมัน

การวินิจฉัยโรค
ต้องแยกจากภาวะติดเชื้อเช่นโรคหัด หรือ ภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ

โดยวินิจฉัยจากประวัติเป็นสำคัญ ได้แก่ ประวัติยาที่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเกิดผื่น, ประวัติการแพ้ยาในอดีต การตรวจร่างกายพบลักษณะผื่นเข้าได้กับการแพ้ยา และเมื่อหยุดยาที่สงสัยแล้วผื่นดีขึ้น

การรักษา
การรักษาที่สำคัญคือ หยุดยาที่เป็นสาเหตุ ในรายที่ไม่ทราบสาเหตุควรหยุดยาทุกตัวที่สงสัย หรือ ยาที่ไม่จำเป็นต้องได้รับในขณะนั้น ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการโดยการให้ยาทาสเตียรอยด์ ยาแอนติฮิสตามีน (anti-histamine) หรือในรายที่มีไข้ อาจให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ร่วมไปด้วย การให้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานมักไม่จำเป็นในผื่นแพ้ยากลุ่มนี้

การพยากรณ์โรค
ผื่นแพ้ยาชนิดนี้มักเกิดภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับยา และมักไม่มีผื่นเกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกาย โดยทั่วไปผื่นมักหายไปหลังหยุดยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน

คำแนะนำสำหรับการดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง
- ถ้าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องได้รับยาที่สงสัยว่าแพ้ ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และระวังการเกิดผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงตามมา
- ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เมื่อจะกินยาควรมีข้อมูลที่แน่นอนว่า เป็นยาชื่ออะไร

- เมื่อเคยแพ้ยาอะไร ต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปตลอดชีวิต และเมื่อเจ็บป่วยคราวต่อไป ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่า เคยแพ้ยาใดมาก่อน
Share: