บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

เกลื้อน

พญ. จรัสศรี ฬียาพรรณ
ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


เกลื้อน (Pityriasis versicolor) เป็นโรคติดเชื้อยีสต์ของผิวหนังชั้นตื้นที่พบบ่อยในระยะวัยรุ่นจนถึงวัยกลางคนที่มีต่อมไขมันทำงานมาก เกิดจากติดเชื้อ Malassezia spp. ซึ่งปกติแล้วจะมีรูปร่างกลมเป็นยีสต์อยู่ในรูขุมขนบริเวณที่มีต่อมไขมันมากของร่างกาย เมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสม เช่น ความชื้นสูง อากาศร้อน เหงื่อออกมากหรือภูมิต้านทานลดลง จะทำให้เชื้อเปลี่ยนรูปร่างจากยีสต์มาเป็นสายราและก่อให้เกิดโรค

อาการและอาการแสดง
ลักษณะของผื่นเป็นวงเล็ก ๆ เริ่มจากรอบรูขุมขนและขยายรวมกันเป็นปื้นใหญ่ ขอบเขตชัด ที่ผิวจะมีขุยละเอียด ถ้าใช้เล็บขูดจะเห็นขุยชัดเจนขึ้น ผื่นมีได้หลายสี ตั้งแต่ สีขาว สีชมพู สีแดงจนถึงสีน้ำตาล พบได้บ่อยบริเวณหน้าอก หลัง ไหล่ ต้นคอและต้นแขน อาจมีอาการตั้งแต่ไม่คันจนถึงคันเล็กน้อยได้

รอยโรคของเกลื้อนเป็นวงสีขาวชมพูที่คอ หน้าอก และไหล่


การวินิจฉัย
การวินิจฉัยอาศัยลักษณะทางคลินิก การตรวจด้วย Wood’s light จะพบว่าผื่นเรืองแสงสีเหลืองส้ม เมื่อขูดขุยมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทัศน์ ซึ่งจะพบเป็นสายราสั้นๆร่วมกับยีสต์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม

การวินิจฉัยแยกโรค
ผื่นวงสีขาวชมพูที่พบจำเป็นต้องแยกกับโรคด่างขาว เกลื้อนน้ำนม หรือผื่นกุหลาบ ผื่นที่มีขุยต้องแยกกับโรคสะเก็ดเงิน การติดเชื้อกลาก และโรคซิฟิลิส

การรักษา
ยากดการเจริญเติบโตของเชื้อเกลื้อนที่ใช้รักษา มีหลายชนิดดังนี้
1. ยาน้ำทา เช่น 20% sodium thiosulfate หรือ 2.5% selenium sulfide lotion หรือ แชมพู ketoconazole สามารถใช้รักษาเกลื้อนได้ดี ให้ทายาที่ผื่นทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ยานี้ถ้าทาหรือฟอกมากเกินไป อาจเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้
2. ยารับประทาน ใช้ในกรณีที่มีผื่นจำนวนมาก ไม่สามารถทายาได้ทั่วถึง หรือทายาแล้วไม่ได้ผล ควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากยารับประทานอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้

การพยากรณ์โรค
การกลับมาเป็นสีปกติของผิวหนังที่เกิดจากโรคเกลื้อนใช้เวลานานทั้ง ๆ ที่เชื้อเกลื้อนถูกทำลายด้วยยาแล้ว โรคเกลื้อนมีการติดเชื้อซ้ำบ่อย การป้องกันการติดเชื้อซ้ำทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การสวมเสื้อผ้าที่โปร่ง หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่อากาศร้อนหรือความชื้นสูง
Share: