บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

งูสวัด

ร.อ.หญิง พญ. ชุติกา ศรีสุทธิยากร
แผนกผิวหนัง กองอายุรกรรม
โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

สาเหตุ
งูสวัด (herpes zoster) เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม herpes ที่มีชื่อ varizella-zoster virus ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคสุกใส ผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดจึงต้องเคยเป็นโรคสุกใสมาก่อน แต่หลังจากที่ผู้ป่วยหายจากโรคสุกใสแล้วจะยังมีเชื้อไวรัสนี้จะไปฝังตัวอยู่ในปมประสาทที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย

การเกิดโรคเกิดได้จากการกระตุ้นให้เชื้อที่อยู่ในปมประสาทเกิดการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นแล้วกระจายมาตามเส้นประสาทมาที่ผิวหนัง ปัจจัยกระตุ้นนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่ามีหลายปัจจัย ได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง เช่น อายุมากขึ้น, ได้รับยาเคมีบำบัด, ความเครียด หรือได้รับบาดเจ็บที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นโรค

อาการและอาการแสดง
มักมีอาการปวดหรือแสบบริเวณผิวหนังนำมาก่อนประมาณ 1-3 วัน หลังจากนั้นจึงเริ่มมีผื่นเป็นตุ่มแดงอยู่รวมเป็นกลุ่ม กระจายตัวเป็นทางยาวตามผิวหนังบริเวณที่ถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทที่มีเชื้ออยู่ หลังจากนั้นตุ่มแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำ และค่อย ๆ แห้งไปในระยะเวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ ในบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วยได้ ผื่นมักกระจายอยู่ข้างเดียวของร่างกาย บริเวณที่พบบ่อยได้แก่ ใบหน้า ลำตัว และสะโพก


อาการปวดบริเวณผื่นนั้นสามารถคงอยู่ได้แม้ว่าผื่นจะหายไปแล้ว

การวินิจฉัย
ทำได้จาก การซักประวัติและตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การขูดบริเวณผื่นเพื่อย้อมดูเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส

การรักษาและการพยากรณ์โรค
ในผู้ป่วยที่แข็งแรง อายุน้อยกว่า 50 ปี มักไม่ต้องให้ยาต้านเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ การทำแผล ล้างแผล ให้ยาทา หรือยารับประทานฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ยาแก้ปวด ส่วนใหญ่ผื่นมักหายเองได้ในเวลา 1-3 สัปดาห์
ยาต้านเชื้อไวรัสมักให้ในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 50 ปี, มีอาการรุนแรง หรือในรายที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ
การให้ยา ถ้าจะให้ได้ผลดี ควรเริ่มให้ภายในเวลา 72 ชั่วโมงแรกหลังจากมีผื่นขึ้น ยาต้านเชื้องูสวัดที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด ได้แก่ acyclovir, valacyclovir, famciclovir การใช้ยารักษาจะขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา และอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก
Share: