บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

แผลริมอ่อน

นพ. พูลเกียรติ สุชนวณิช
สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


แผลริมอ่อน (Chancroid) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง พบได้บ่อยเป็นลำดับที่สามรองลงมาจาก หนองในแท้และหนองในเทียม ทำให้เกิดเป็นแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ อาจมีแผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้ โรคนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ soft sore, soft chancre, ulcus molle และ ซิฟิลิสเทียม

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophillus ducreyi

อาการ
โรคแผลริมอ่อนเกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ติดต่อผ่านกันได้ง่ายทางการสัมผัสในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ทำให้มีแผลเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ และมีต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณขาหนีบโตและกดเจ็บหรืออาจเกิดแผลในบริเวณอื่นๆได้ เช่น ช่องปาก รอบทวาร ตามแต่วิธีการที่มีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อโรคจะผ่านเข้าไปในร่างกายทางผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศที่มีแผลจากการมีเพศสัมพันธ์

อาการของโรคมักเกิดขึ้นเร็ว ภายหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-5 วัน โดยอาจมีไข้และปวดเมื่อยตามร่างกาย ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศจะเริ่มเป็นตุ่มนูนและเจ็บ หลังจากนั้นจะเกิดเป็นแผลเล็ก ๆ อาจมีแผลเดียวหรือเกิดเป็นหลายแผล โดยฐานของแผลจะมีหนองดูสกปรก ขอบแผลนูนไม่เรียบ บางครั้งแผลเล็กๆและจะรวมกันเป็นแผลใหญ่ มีอาการเจ็บ ในผู้ชายจะมีอาการเจ็บบริเวณแผลมาก ส่วนในผู้หญิงมักไม่ค่อยมีอาการ บางครั้งมีเพียงตกขาว มีกลิ่นเหม็น ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค จึงทำให้แพร่เชื้อติดต่อสู่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ได้โดยง่าย บริเวณต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะโต อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างกดเจ็บ บางครั้งแตกเป็นแผล นอกจากนี้อาจเกิดแผลเป็น แผลดึงรั้ง บริเวณอวัยวะเพศ ส่งผลให้ในอนาคตผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ พบว่าการมีแผลริมอ่อนทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้นด้วย


การวินิจฉัยโรค
แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับลักษณะของแผล ระยะเวลาที่เกิดแผล มีอาการเจ็บปวดหรือไม่ ตรวจลักษณะของแผล ตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะนำสิ่งส่งตรวจบริเวณแผลไปย้อมสี Gram’s stain โดยจะเห็นเชื้อ Haemophillus ducreyi ติดสีแดง ลักษณะเป็นแท่งสั้น ๆ (Coccobacilli) และอยู่รวมเป็นกลุ่มดูคล้ายฝูงปลาว่ายตามกันเรียกว่า School of Fish หรือการส่งหนองหรือน้ำจากแผลไปเพาะเชื้อ นอกจากนี้แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อหาโรคที่อาจติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น โรคซิฟิลิส โรคไวรัสตับอักเสบ และโรคเอดส์


การรักษาโรค
การรักษาทั่วไป ได้แก่ การดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ รับประทานยาแก้ปวดหากมีอาการ งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายเป็นปกติ
การรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่
Azithromycin รับประทาน 1 กรัม ครั้งเดียว,
Ceftriaxone ขนาด 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว,
Erythromycin รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน,
Ciprofloxacin รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน
ในกรณีที่มีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตมากจนเป็นหนอง อาจต้องใช้เข็มดูดหนองออก และต้องรักษาคู่นอนของผู้ป่วยควบคู่กันไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้โรคเกิดซ้ำอีก หลังรักษาอาการจะดีขึ้นใน 3-7 วัน โดยระยะเวลาของการหายขึ้นกับขนาดของแผล แผลที่มีขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์

การป้องกัน
ทำได้เช่นเดียวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกโรค การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลที่อวัยวะเพศ ไม่สำส่อน ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ออกกำลังกาย และหมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
Share: