บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

โรคเอดส์

นพ. โกวิท คัมภีรภาพ
สถาบันโรคผิวหนัง



โรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคติดเชื้อไวรัส Human immunodeficiency virus (HIV) ไวรัสจะค่อยๆ ทำลายภูมิต้านทาน ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส

สาเหตุ
ไวรัส HIV เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ โรคส่วนมากติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ นอกจากนั้นยังอาจติดต่อจาการถูกเข็มฉีดยาที่ปนเปื้อนเลือดที่มีไวรัสทิ่มตำ และการติดต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์หรือหลังคลอด
นับตั้งแต่มีการวินิจฉัยผู้ป่วยเอดส์ครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ. 2524 ปัจจุบันคาดว่ามีผู้ติดเชื้อ HIV/เอดส์ ทั่วโลกประมาณ 33 ล้านคน มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 2.7 ล้านคน
เมื่อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายจะมุ่งไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้จำนวน CD4 ค่อยๆ ลดลง แล้วเกิดอาการของโรคเอดส์หรือโรคแทรกซ้อนภายใน 2-10 ปี ปัจจัยที่อิทธิพลต่อความรวดเร็วในการดำเนินโรค คือ ถ้าได้รับไวรัสชนิดทำลายภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง จะทำให้จำนวนไวรัส (viral load) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โรคดำเนินรวดเร็ว, ภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองอย่างจำเพาะต่อเชื้อ HIV, และปัจจัยด้านการรักษาด้วยยาต้านเอดส์ ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอดส์หลายขนานแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดจำนวนเชื้อลงให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้ผู้ติดเชื้อมีการดำเนินโรคที่ช้าที่สุด หรือไม่มีอาการโรคเอดส์เลย

ผู้ป่วยเอดส์ติดเชื้อราฉวยโอกาส มีตุ่มทั่วตัว ไข้ อ่อนเพลีย


อาการและอาการแสดง
โรคติดเชื้อ HIV มีลักษณะทางคลินิกแบ่งเป็น 3 ระยะตามการดำเนินโรค คือ
1. ระยะติดเชื้อเฉียบพลัน มักเกิดขึ้นภายใน 1-6 สัปดาห์ภายหลังการรับเชื้อ HIV ไวรัสจะเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด แล้วเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ผื่นแดงตามตัว และต่อมน้ำเหลืองโต
2. ระยะไม่ปรากฎอาการ ไวรัสส่วนใหญ่สงบนิ่งในต่อมน้ำเหลือง จำนวนไวรัสในเลือดและ CD4 ค่อนข้างคงที่ ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่ปรากฎอาการ ทำให้วินิจฉัยได้ยากหรือล่าช้า แต่โรคยังมีการดำเนินเปลี่ยนแปลงต่อไป และโรคสามารถแพร่ติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะไม่ปรากฎอาการส่วนมากเป็นนาน 2-10 ปี
3. ระยะปรากฏอาการและเอดส์เต็มขั้น เมื่อ CD4 ถูกทำลายจนเหลือน้อยกว่า 500 เซลล์/ไมโครลิตร จะเริ่มมีอาการทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับ HIV ได้แก่ มีไข้เรื้อรัง, น้ำหนักลด, ท้องเสียเรื้อรัง และอาจพบโรคแทรกซ้อน เช่น งูสวัด, โรคเชื้อราในช่องปาก
ถ้าภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายไปมากแล้ว และจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/ไมโครลิตร อาการของโรคในระยะนี้เกิดจากการติดเชื้อโรคฉวยโอกาส เช่น วัณโรค, โรคไวรัสอื่นๆ , โรคติดเชื้อราชนิดลึก และยังอาจเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma), ลิมโฟมา

การวินิจฉัยโรค
โรคเอดส์วินิจฉัยในเบื้องต้นได้จากอาการทางคลินิกในระยะที่ 1 และ 3 ในผู้ที่มีประวัติเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การตรวจทางห้องปฎิบัติการหาแอนติบอดี, แอนติเจน, และการตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR) สามารถใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคเอดส์ การตรวจหาแอนติบอดีเป็นวิธีมาตรฐาน เพราะมีความไวและความจำเพาะสูง ราคาไม่แพง และมีตรวจตามโรงพยาบาลทั่วไป

การวินิจฉัยแยกโรค
ผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะติดเชื้อเฉียบพลัน ต้องวินิจฉัยแยกจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ ที่ทำให้มีไข้ออกผื่น ต่อมน้ำเหลืองโตวินิจฉัยแยกจากวัณโรคต่อมน้ำเหลือง อาการคันผิวหนังพบบ่อยในผู้ป่วยเอดส์ ต้องวินิจฉัยแยกจากโรคผิวหนังภูมิแพ้, หิด, ผิวแห้ง, ลมพิษ ถ้าผู้ป่วยมีตุ่มที่มีรอยบุ๋มตรงกลางทั่วตัวต้องวินิจฉัยแยกโรคหูดข้าวสุก, สุกใส, ตุ่มแมลงกัด, และโรคติดเชื้อราชนิดลึก

การรักษา
ปัจจุบันมีการวิจัยพัฒนายาต้านเอดส์ชนิดใหม่ออกมาเรื่อยๆ ยาชนิดใหม่จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ผลข้างเคียงน้อยลง
แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยยาต้านเอดส์ในผู้ป่วยที่มีจำนวน CD4 น้อยกว่า 350 เซลล์/ไมโครลิตร หรือเริ่มมีอาการในระยะที่ 3 จะต้องใช้ยาอย่างน้อย 2 ชนิดร่วมกัน ผู้ป่วยต้องรักษาตลอดชีวิต การหยุดยาจะทำให้ไวรัสกลับมาแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดเชื้อดื้อยา
การรักษาโรคติดเชื้อและมะเร็งฉวยโอกาส ส่วนมากต้องรักษาด้วยยาต้านเอดส์ร่วมกับยารักษาเฉพาะโรคนั้น ๆ

การพยากรณ์โรค
ผู้ป่วยเอดส์ที่ไม่ได้รับยาต้านเอดส์ จะเสียชีวิตเพราะโรคติดเชื้อฉวยโอกาสภายใน 10-15 ปี ส่วนผู้ป่วยที่รับยาต้านเอดส์จะมีอายุยืนต่อไปโดยไม่มีอาการเกือบเท่ากับคนทั่วไป
Share: