บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

กลาก

นพ. รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์



โรคกลากหมายถึงโรคเชื้อราของผิวหนัง เส้นผม ขน และเล็บ

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อรากลุ่ม dermatophytes ที่พบได้ในคน พื้นดิน หรือสัตว์ ในสภาวะที่มีการอับชื้น จากการสัมผัสโดยตรงจากผู้ที่เป็นโรค หรือสัตว์เลี้ยง และอาจเกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ

อาการและอาการแสดง
ผื่นจะมีลักษณะเป็นวง พบได้บ่อยที่บริเวณในร่มผ้า ฝ่าเท้า และง่ามนิ้วเท้า แต่อาจพบที่ผิวหนังบริเวณอื่น ๆ ได้ เริ่มจากเป็นตุ่มแดงแล้วค่อย ๆ ขยายลามออกไปเป็นวง ขอบเขตชัดเจน แดงนูนและมีสะเก็ด บริเวณผิวหนังตรงกลางผื่นเมื่อขยายออกแล้วจะเหลือรอยเพียงเล็กน้อยจนเกือบปกติ เนื่องจากปฏิกิริยาภูมิต้านทานของผู้ป่วยที่พยายามกำจัดเชื้อออกจากร่างกาย ขอบผื่นอาจมีตุ่มน้ำใสหรือเป็นหนองขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและระดับภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย บางครั้งผื่นอาจลามติดต่อกันหลายวง จนมีลักษณะเป็นวงแหวนซ้อนกัน มีอาการคันได้บ้าง

กลากที่ลำตัว

กลากที่เท้า

เชื่อราที่เล็บ


การวินิจฉัยโรค
จากการวินิจฉัยโรคเชื้อรา นอกจากการสังเกตดูอาการแสดงดังที่กล่าวมาแล้ว ยังต้องอาศัยการตรวจเชื้อทางห้องปฏิบัติการและการเพาะเลี้ยงเชื้อจากขุยสะเก็ด

การวินิจฉัยแยกโรค
จากลักษณะอาการทางคลินิกที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ามีลักษณะอาการคล้ายกับโรคผิวหนังอักเสบ ผื่นสะเก็ดกุหลาบ สะเก็ดเงิน และโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังอื่น ๆ เป็นต้น ต้องอาศัยการตรวจหาเชื้อราจากผื่นยืนยันการวินิจฉัย

การรักษา
1. ยาทา (ยกเว้น ที่เล็บ ศีรษะ และเส้นผม)
1.1 ยากลุ่ม imidazole เช่น clotrimazole, econazole, ketoconazole, miconazole เป็นต้น ใช้ทารักษากลากผิวหนังวันละ 2 ครั้ง นาน 2 - 4 สัปดาห์
1.2 ยากลุ่ม allylamine และ sertaconazole ใช้ทารักษากลากผิวหนังวันละครั้ง นาน 1 - 2 สัปดาห์
วิธีการทายาควรทาบริเวณที่เป็นผื่นและผิวหนังรอบ ๆ ขอบ ห่างประมาณ 1 - 2 เซ็นติเมตร การเลือกประเภทของยาทาขึ้นอยู่กับบริเวณผื่นบนร่างกาย ในรายที่ผื่นมีลักษณะหนา เช่น ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า อาจต้องใช้ระยะเวลาการรักษานานกว่าปกติ

2. ยารับประทาน ใช้ในกรณีที่
- ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ไม่สามารถทายาหรือไม่ตอบสนองต่อการทายา มีอาการเรื้อรังหรือกลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ
- ผู้ป่วยโรคเชื้อราที่เล็บ เส้นผมและศีรษะ และ
- ในรายที่มีโรคตามระบบอื่น ๆ ได้ยากดภูมิต้านทาน หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การรักษาเชื้อราที่ศีรษะและเส้นผม จำเป็นต้องใช้ยาต้านเชื้อราชนิดกินเสมอ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ยาต้านเชื้อราที่ใช้รักษาโดยวิธีรับประทาน ได้แก่
1. Griseofulvin (micronized): ขนาดของยาที่ใช้คือ 15 - 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือ 0.5 - 1 กรัม/วัน ในผู้ใหญ่
2. Itraconazole: 200 มิลลิกรัม/วัน นาน 7 วัน
3. Fluconazole: 150 - 200 มิลลิกรัม สัปดาห์ละครั้ง (6 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในเด็ก) เฉลี่ยนาน 4 สัปดาห์ หรือนานกว่า
4. Terbinafine: 250 มิลลิกรัม/วัน นาน 2- 4 สัปดาห์


คำแนะนำ
เนื่องจากการรักษาใช้ยาที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีหากมีอาการ เลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการกลับเป็นซ้ำ เช่น การอับชื้น การเดินเท้าเปล่า ควรนำเสื้อผ้า รองเท้ามาซักผึ่งแดดบ้างเพื่อป้องกันแหล่งเพาะพันธ์ของเชื้อ
Share: