บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

สิว

พญ. รัศนี อัครพันธุ
โรงพยาบาลกรุงเทพ


สิว นับเป็นตัวปัญหาใหญ่บนใบหน้าสวย ๆ ของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายโดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ส่วนใหญ่อาการของสิวจะไม่รุนแรงนัก แต่สิวในบางคนอาการจะรุนแรงและอักเสบมาก ที่สำคัญคือ เมื่อสิวหายไปแล้วยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้ดูต่างหน้า บ้างก็เป็นแผลเป็น รอยดำ รอยบุ๋ม หรือรอยนูน

สาเหตุ
สาเหตุของการเกิดสิวมี อยู่หลายประการ อย่างเช่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนเพศมากขึ้น ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดโตขึ้นและผลิตไขมันมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นผิวหนังบริเวณใบหน้าและหนังศีรษะจะมันมากขึ้น แบคทีเรียที่มีชื่อว่า ว่า P. acne จะเพิ่มมากขึ้นในบริเวณรูขุมขนบริเวณที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่ นอกจากนั้น P. acne จะกระตุ้นให้รูขุมขนบริเวณที่เป็นสิวมีการสร้างเคอลาติน (keratin) ที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการอุดตันที่บริเวณรูขุมขนนั้น และยังเป็นตัวกระตุ้นให้สิวอักเสบมากขึ้นได้ นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้สิวกำเริบ เช่น ความเครียดจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น, การนวด ขัด ถู ใบหน้าแรง ๆ การล้างหน้าด้วยสบู่บ่อยเกินไป การใช้ยาทาบางอย่าง เช่น สเตียรอยด์ เครื่องสำอางและสารเคมีบางอย่างอาจจะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ หรือกลุ่มคนที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสกับอากาศร้อนเหงื่ออกมาก หรือทำงานในโรงงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำมัน ก็ล้วนทำให้เป็นสิวได้มากขึ้นเช่นกัน

อาการ
สิวอุดตัน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีผิวซึ่งเป็นลักษณของสิวหัวปิด แต่หากพบเป็นจุดดำที่ยอดของตุ่มก็จะเป็นลักษณของสิวหัวเปิด ซึ่งปกติจะพบคละ ๆ กัน

สิวอักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดง ตุ่มหนอง หรืออักเสบมากคล้ายถุงซีสต์

บริเวณที่พบสิวมากเป็นคือ ใบหน้า หน้าอก และหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก

การวินิจฉัยเยกโรค
วินิจฉัยแยกโรคจากรูขุมขนอักเสบทีเกิดจากการใช้สเตียรอยด์ชนิดทาหรือรับประทาน มักจะเป็นลักษณะของตุ่มแดงบริเวณรูขุมขนที่มีลักษณะคล้ายกัน เกิดหลังใช้ยาสเตียรอยด์ประมาณ 2 สัปดาห์

การรักษา
ยาทา
ยาทาที่นิยมใช้มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. ยาปฏิชีวนะ เช่น อิริโทมัยซินนามิก (erythromycin), คลินดามัยซิน (clindamycin) จะเป็นกลุ่มที่ช่วยลดปริมาณของ P.acnc ที่รูขุมขนแล้วยังช่วยลดการอักเสบ
2. เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) ก็ช่วยลดปริมาณของ P. acne ที่รูขุมขน และช่วยลดการอักเสบ
3. ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ จะช่วยละลายหัวสิวใช้ได้ดีในสิวชนิดไม่อักเสบ ยาแต่ละชนิดมีหลายความเข้มข้น ความเข้มข้นที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย หากทายาต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์อาการยังไม่ดีขึ้นควรใช้ยารับประทานร่วมด้วย

ยารับประทาน
ส่วนใหญ่ยารับประทานจะเป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม เตตตร้าไซคลิน (tetracycline) หรือดอกซีไซคลิน (doxycycline) หรือถ้าเป็นสิวเรื้อรัง รุนแรง ควรใช้ยาในกลุ่มกรดไวตามินเอ (13-cis retinoic acid) ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เนื่องจากยาชนิดนี้ จะมีผลต่อการตั้งครรภ์ การทำงานของตับและไขมันในเลือด

เลเซอร์
ในปัจจุบันนี้นอกจากยาทาและยารับประทานแล้ว การใช้แสงเลเซอร์ และการฉายแสงสีฟ้า แสงสีแดง จะช่วยเสริมผลการรักษาสิวให้หายเร็วขึ้นด้วย

พยากรณ์โรค
สิวที่มีอาการไม่รุนแรง มักหายได้เอง หรือเมื่อรักษาต่อเนื่อง อาการจะดีขึ้นในเวลา 2-4 สัปดาห์ หากเป็นสิวที่รุนเรงมักใช้เวลาหลายเดือนอาการอักเสบจึงจะทุเลาลง

คำแนะนำการดูแลเบื้องต้น
หลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดสิว ไม่ว่าจะเป็นการล้างและถูหน้าแรง ๆ หรือนวดหน้า รวมถึงการบีบและแกะสิว ภาวะความเครียดและการนอนดึก
Share: