บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

ฝ้า

พญ. รัศนี อัครพันธุ
โรงพยาบาลกรุงเทพ


ฝ้าจะเป็นรอยน้ำตาลดำที่เกิดบนใบหน้า การเกิดฝ้าจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และมักพบในหญิงวัยกลางคนอายุตั้งแต่ 30-40 ปีขึ้นไป

สาเหตุ
ยังไม่ทราบแน่ชัด น่าจะเกิดจากหลายๆปัจจัย แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเกิดฝ้า โดยมีแสงอัลตร้าไวโอเลตชนิดเอ บี เป็นตัวกระตุ้นในการทำให้เกิดฝ้า สำหรับคนตั้งครรภ์หรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิดก็มีโอกาสเป็นฝ้าได้มาก เพราะฮอร์โมนจะมีส่วนในการทำให้เกิดฝ้า การใช้ยาหรือสารเคมีบางอย่างรวมทั้งน้ำหอมที่มีอยู่ในเครื่องสำอางก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดฝ้าขึ้นได้

อาการ
ฝ้าจะเป็นรอยน้ำตาลดำที่เกิดบนใบหน้า บริเวณแก้ม ปลายจมูก เหนือริมฝีปาก หน้าผากเหนือคิ้ว และอาจลามไปที่บริเวณคอและแขนด้านนอกที่ถูกแสงแดด

การวินิจฉัยเยกโรค
1. รอยคล้ำบนผิวหนังที่เกิดตามหลังผิวหนังอักเสบหรือเกิดจากการรับประทานยาบางอย่าง
2. ปานโฮริ (nevus of Hori) มักเป็นบริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง เห็นเป็นจุดจุดสีเทาเข้ม

การรักษา
ยังไม่มียาทาชนิดใดเห็นผลได้ 100% การรักษาจึงมักต้องใช้ยาหลายๆชนิดร่วมกัน เช่น
1. ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) ยาลบรอยฝ้า จะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างสี
2. กรดวิตามินเอ (retinoic acid) ออกฤทธิ์เร่งให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนหลุดลอกออกเร็วขึ้น ใช้รักษาฝ้าได้ผลดี แต่การใช้ยาตัวนี้เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง ระคายเคืองและไวต่อสงแดดได้
3. ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสีทำให้ฝ้าจางได้
4. กรดอะเซลาอิด (azelaic acid) ใช้ในการรักษาฝ้าได้ผลดี แต่ต้องใช้เป็นเวลานานและอาจเกิดผลข้างเคียง คือแสบ ๆ คัน ๆ

ปัจจุบันมียาที่มีส่วนผสมของยาหลาย ๆ ตัวรวมกันเพื่อความสะดวกในการใช้ เนื่องด้วยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงควรอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์

นอกจากยาทาแล้ว การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ (AHA) หรือกรด trichloracetic (TCA), และการใช้แสงเลเซอร์ อาจจะได้ผลดีขึ้นในผู้ป่วยบางราย

การพยากรณ์โรค
เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง ควรใช้ยาต่อเนื่องนาน 2-6 เดือนจึงจะเห็นผล

คำแนะนำ
ควรเลื่ยงการรับประทานยาคุมกำเนิดและการใช้เครื่องสำอางที่มีกลิ่นหอมมากเกินไป ที่สำคัญหลบแดดในช่วงเวลา 10:00-15:00 น. หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้ยาทากันแดด และสวมหมวกปีกกว้างช่วย
Share: