บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

แสงแดดเทียมบำบัด ทางเลือกรักษาโรคผิวหนัง

พญ. รัศนี อัครพันธุ์
โรงพยาบาลกรุงเทพ


แสงอัลตราไวโอเลต (UV) หรือ "แสงแดด" ศัตรูตัวฉกาจของคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังบางประเภท แสงอัลตราไวโอเลตนี้ อาจเป็นอีกทางเลือกใหม่ ที่ช่วยเยียวยาอาการของโรคให้ทุเลาเบาบาง

มีการค้นพบว่าแสงแดด ช่วยโรคผิวหนังได้ โดยเฉพาะ "โรคสะเก็ดเงิน" (Psoriasis) ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดเรื้อรัง เกิดจากการปรวนแปรของภูมิคุ้มกันร่างกาย มีการ กระตุ้นให้มีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วกว่าปกติหลายเท่า ทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น มีขุยขาวหนาคล้ายเงิน พบได้บ่อยในช่วง อายุ 20 ปี และ 40 ปีขึ้นไป พบได้ประมาณ ร้อยละ 1-2 ของประชากรทุกเชื้อชาติ

โรคสะเก็ดเงินมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม กับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก โรคสะเก็ดเงินยังสัมพันธ์กับโรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน โดยมีอาการ คือ มีตุ่มแดงขอบเขตชัดเจน และมีขุยสีขาวอยู่ที่ผิว ต่อมาตุ่มจะค่อย ๆ ขยายออกจนกลายเป็นปื้นใหญ่ และหนาตัวขึ้นเป็นสะเก็ดสีเงิน ซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย และเมื่อขูดขุยสะเก็ดหมดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น


ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคสะเก็ดเงินให้หายขาดได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาโดยใช้ยาทาคู่กับยารับประทาน และการรักษาด้วยแสงอัลตราไวโอเลต หรือเรียกว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy) ร่วมด้วยจะทำให้ผลการรักษาเร็วขึ้น

โดยรังสีอัลตราไวโอเลตที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ 2 ชนิด คือ รังสีอัลตราไวโอเลต เอ กับ รังสีอัลตราไวโอเลต บี

1. รังสีอัลตราไวโอเลต เอ พูว่า (PUVA) คือ การฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ ซึ่งมีความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร ร่วมกับการรับประทานยาซอราเลน (Psoraren) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางโรคผิวหนังรุนแรงปานกลางจนถึงขั้นรุนแรงมาก หรือใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยยาทาและยารับประทาน


ผู้ป่วยควรจะได้รับการฉายแสงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และจะมีอาการดีขึ้น หลังจากได้รับการฉายแสง 12-18 ครั้ง แต่อาจต้องได้รับการฉายแสงต่อเนื่องเพื่อป้องกันกันการกำเริบของโรคเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย ข้อดี คือ ส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน

โดยก่อนการรักษาแพทย์จะซักถามประวัติเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยจะต้องไม่มีประวัติแพ้แสงแดดหรือเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน จากนั้นจะให้ทานยาซอราเลน ก่อนได้รับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ 2 ชั่วโมง และควรรับประทานยาหลังอาหารเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

หลังจากทานยาผู้ป่วยไม่ควรตากแดดเป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง ต้องไม่รับประทานยาประเภทที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้แสงแดด เช่น ยาโรคเบาหวาน ยาความดันโลหิตสูงบางชนิด ต้องไม่เป็นต้อกระจกและควรตรวจตาสม่ำเสมอ

2. รังสีอัลตราไวโอเลต บี แต่เดิมจะใช้คลื่นแสงในช่วง 290-320 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความยาวคลื่นแสงช่วงคลื่นกว้าง (broadband UVB) ชึ่งจะพบผลข้างเคียงจากการ รักษาค่อนข้างมาก ต่อมามีการพัฒนาให้ใช้แสงที่ช่วงความยาวคลื่นแคบลงอยู่ในช่วง 311 นาโนเมตร เรียกว่า narrowband UVB ผู้ป่วยไม่จำเป็นจะต้องรับประทานยาซอราเลน ก่อนการฉายแสงชนิดนี้

นอกจากโรคสะเก็ดเงินแล้วพบว่า การฉายแสงอาทิตย์เทียม ยังรักษาโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น โรคด่างขาว ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผื่นผิวหนังอักเสบ มะเร็งผิวหนังบางชนิด เป็นต้น
Share: