บทความน่ารู้สำหรับประชาชน

หลุมสิว

พญ. กุมุทนาถ จันทร์ประภาพ
สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล


หลุมสิวหรือแผลเป็นจากสิวหรือ (acne scar) เป็นผลสืบเนื่องจากการมีปัญหาสิวอักเสบมาก่อน เมื่อสิวอักเสบยุบตัวลงไปก็จะทิ้งแผลเป็นไว้ สิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ เช่น สิวหัวช้าง เมื่อยุบตัวลงเวลามักจะกลายเป็นแผลเป็น นอกจากนั้นสิวอักเสบขนาดเล็ก หรือแม้แต่สิวอุดตัน หากมีการแกะ กด หรือบีบสิว ก็อาจจะทิ้งรอยแผลเป็นได้เช่นเดียวกัน

ชนิดของหลุมสิว (types of acne scar)
1. Rolling scar เป็นรอยหลุมที่มีลักษณะ โค้ง และตื้น คล้ายกระทะขนมครก ฐานของหลุมมีลักษณะนิ่ม ไม่แข็งตึง สามารถทดสอบ โดยการดึงผิวให้ตึง ก็จะไม่พบร่องรอยของขอบหลุมเหลืออยู่เป็นชนิดของหลุมสิวที่ตอบสนองกับการรักษาดีที่สุด


2. Boxed Scar เป็นรอยหลุมที่มีลักษณะขนาดใหญ่ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ขอบและฐานของหลุมมีขนาดใกล้เคียงกัน จึงมีรูปร่างคล้ายกล่องสีเหลี่ยม ฐานของหลุมจะแข็งตึง เกิดจากการมีพังผืด (fibrosis) ลึกถึงชั้นหนังแท้ เวลาทดสอบ โดยการดึงผิวให้ตึงจะยังพบรอยหลุมเหลืออยู่ เป็นชนิดของหลุมที่รักษายากพอสมควร


3. Ice picked scar เป็นรอยหลุมแผลเป็นขนาดเล็กขอบชัดไม่เกิน 0.5 มิลลิเมตร ขอบของหลุมจะกว้างในขณะที่ฐานแคบและลึก ขอบอาจจะมีลักษณะยกนูนเล็กน้อย เป็นชนิดของหลุมที่รักษายากที่สุด


การรักษา
การรักษาหลุมสิว มีหลายวิธีตั้งแต่ที่ได้ผลน้อย แต่อ่อนโยน ไปจนถึงการรักษาที่ได้ผลชัดเจน แต่รุนแรง ต้องอาศัยการพักตัวหลังรักษาและมีผลข้างเคียงจากการรักษามาก

เริ่มจากวิธีที่ได้ผลน้อยไปมากเรียงตามลำดับดังนี้
1. ยาทา
ยาทากลุ่มที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เช่น ยากลุ่มกรดวิตามินเอ (retinoids) วิตามินซี (vitamin C) อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่เนื่องจากไม่มียาทาตัวไหนที่สามารถตัดพังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังได้ ผลที่ได้จึงมีขีดจำกัดมาก

2. การลอกผิวชั้นบนออกด้วยกรดผลไม้ (chemical peeling) หรือการแต้มรอยโรคด้วยกรด
กรดผลไม้จะลอกผิวระดับตื้นมาก ๆ ในชั้นหนังกำพร้ามักใช้กรดผลไม้เข้มข้น (50-70% AHA) เพื่อให้มีการสร้างเซลล์ผิวใหม่ การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่สามารถรักษาแผลเป็นที่ลึกได้ ผลการรักษาจึงมีขีดจำกัดเช่นกัน
ส่วนการแต้มรอยโรคด้วยกรด (30-50% TCA) เพื่อหวังผลในการตัดขอบของหลุมสิว และเติมเต็มหลุมให้ตื้นลง มีประโยชน์บ้างสำหรับหลุมสิวประเภท ice picked scar

3. การกรอผิวหน้าด้วยเกล็ดอัญมณี (microdermabration) เป็นการขัดเซลล์ผิวชั้นบนออก เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ โดยใช้ผงเกล็ดอัญมณีขนาดเล็ก ที่นิยมใช้คือ aluminium oxide วิธีการนี้ช่วยให้รอยหลุมขนาดตื้นดีขึ้นเล็กน้อย

4. การเติมรอยหลุมด้วยสารเติมเต็ม (fillers) เป็นการฉีดเติมสารเข้าไปที่รอยหลุมโดยตรง ใช้ได้สำหรับหลุมที่ไม่มีพังผืดยึดเกาะเท่านั้น เพราะถ้าฉีดเข้าหลุมสิวที่แข็งมีพังผืดจะทำให้สารดังกล่าวไปอยู่ที่ผิวปกติรอบหลุมแทน เกิดรอยตะปุ่มตะป่ำของผิวได้

5. Subcision เป็นการตัดพังผืดใต้หลุมสิวด้วยเข็มทำให้มีการแยกชั้นของผิวหนังที่พังผืดยึดให้พ้นจากฐานหลุม เกิดเลือดสะสมที่รอยแยก และมีการซ่อมแซมสร้างเนื้อคอลลาเจนใหม่ขึ้น ได้ผลดีกับหลุมชนิด rolling และ boxed scar

6. เลเซอร์ (laser)
6.1 Non-Ablative Laser เป็นการรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดต่าง ๆ ที่มีความยาวคลื่นจำเพาะ มีคุณสมบัติในการรักษาผิวส่วนลึกโดยไม่มีผลต่อผิวส่วนบน จึงได้ผลกับหลุมสิวที่มีพังผืดน้อย ตัวอย่างของเลเซอร์ในกลุ่มนี้คือ 1320 nm Nd:YAG lasr, 1450 Diode laser เป็นต้น

6.2 Fractional resurfacing laser เป็นการรักษาด้วยเลเซอร์โดยมีการปล่อยคลื่นแสงลงไปใต้ผิวหนังวิ่งเป็นเส้นตรงไปยังรอยโรค โดยจะมีการปล่อยพลังงานออกมาเป็นอนุภาคเล็ก ๆ เรียกว่า Microthermal Treatment Zone (MTZ) ทำให้มีการทำลายผิวปกติเป็นจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเซลล์ผิวดีที่อยู่รอบข้างจะซ่อมแซมผิวใหม่ขึ้นมาก เป็นการรักษาที่ได้ผลดีในปัจจุบัน

6.3 Ablative resurfacing laser เป็นการรักษาด้วยเลเซอร์โดยการลอกผิวชั้นบนออกหมดเพื่อให้เกิดการสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนตัวอย่างเลเซอร์ในกลุ่มนี้ได้แก่ CO2 laser และ Er:YAG laser พบว่าผลการรักษาดีมาก แต่ผลข้างเคียงสูงมากเช่นกัน มีการหายเป็นรอยดำรอยขาวได้ เกิดแผลเป็นใหม่ขึ้นได้จึงไม่เป็นที่นิยมทำในปัจจุบัน

สรุป
หลุมสิวมีหลายชนิดได้ผลการรักษาที่แตกต่างกันออกไปตามชนิดของหลุม การรักษาในปัจจุบันมีหลากหลาย ตั้งแต่ชนิดการรักษาที่ได้ผลน้อย ผลข้างเคียงน้อย ไปจนถึงชนิดที่ได้ผลการรักษาสูง ผลข้างเคียงมาก
การวิเคราะห์ชนิดของหลุม โดยประมวลและประเมินผลการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญ และมีความชำนาญสูงจึงมีความจำเป็น เป็นอย่างยิ่ง
Share: